home | link | webboard | job | sitemap |

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553 | CEO Way: ทำงาน คือเรียนรู้ หลักความสำเร็จ ผอ.สบร

CEO Way: ทำงาน คือเรียนรู้ หลักความสำเร็จ ผอ.สบร (สมาคมสถาปนิกสยาม)- (มีภาพ) คลิกดูคลิป>>
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
          ณัฐสุดา เพ็งผล

          การสั่งสมประสบการณ์ในฐานผู้ปฏิบัติผู้บริหาร ผ่านงานทั้งระบบราชการและเอกชนทำให้ พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) สามารถนำความรู้จุดแข็งของแต่ละงานมาต่อยอดอย่างมีศักยภาพเพื่อบริหารงานให้สบร.เดินไปถึงเป้าหมายสร้างคนไทยให้สร้างสรรค์
          การนั่งเป็นหัวเรือใหญ่ของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านองค์ความรู้อันประกอบด้วย ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC), สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park), สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แหงชาติ หรือมิวเซียม สยาม, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมอาจทำให้หลายคนมีคำถามว่า พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน ผู้อำนวยการ สบร. มีวิธีหรือแนวทางอย่างไรในการตอบโจทย์ภารกิจสำคัญ
          สร้างคนไทยให้ต่อเติมความรู้และความคิดสร้างสรรค์
          คำตอบ คือ การทำงานตลอด 37 ปีที่ผ่านมาในบทบาทผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารของระบบราชการและภาคเอกชน ทำให้สั่งสมความรู้ที่หลากหลายซึ่งสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีศักยภาพ
          "ผมอยากสร้างให้องค์กรแห่งนี้เป็นผู้นำในการสร้างองค์ความรู้ให้กับคนไทย โดยองค์ความรู้นี้ไม่สามารถหาได้จากห้องเรียนไม่ต่างไปจากตัวผมที่การสั่งสมความรู้ส่วนใหญ่มาจากการทำงานด้านการออกแบบที่หลากหลาย ทั้งช่วงโยธาทหารเรือ สถาปนิก อาจารย์ เป็นนายกสมาคมนิสิตเก่าสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ เป็นนายกสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นนายกสภาสถาปนิก ซึ่งทั้งหมดทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง"
          พล.ร.อ.ฐนิธเล่าให้ฟังว่า การสั่งสมความรู้ในฐานะผู้ปฏิบัติการกับผู้บริหารมีความแตกต่างกัน
          การเป็นผู้ปฏิบัติการ จะทำให้เรียนรู้ถึงสไตล์ของผู้บังคับบัญชาแต่ละคนว่า มีวิธีคิดและมีการกำหนดแผนงานอย่างไร
          หากจับทิศทางได้ เราในฐานะลูกน้องจะทำงานได้ง่ายขึ้น และถูกใจนาย
          ที่สำคัญ สิ่งทีได้เรียนรู้จากการทำงานไม่ว่าด้านดีและลบ ต้องจดจำและรู้จักวินิจวิเคราะห์ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์และยุคสมัย เพราะวิธีการบริหารมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกเวลา
          ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่เขารับราชการเป็นทหารเรือ การบังคับบัญชาสมัยนั้น โดยเฉพาะหน่วยงานราชการจะมีการดูแลเป็นระดับชั้นแต่ผู้บังคับบัญชาไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความสามารถมากนัก ซึ่งรูปแบบดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกับการบริหารองค์กรในโลกปัจจุบัน
          "ยุคนี้ผู้บริหารต้องการข้อมูลข่าวสารในการวิเคราะห์มากขึ้น จึงพยายามให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพราะ หนึ่ง คนในปัจจุบันมีการศึกษาสูงมีการรับฟังข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว หากไม่ฟัง เราอาจพลาดโอกาสในการตัดสินใจที่ดี
          สอง การให้คนมีส่วนร่วมช่วยคิด จะทำให้คนตั้งใจทำงานและทำด้วยความเข้าใจเพราะการที่เราสั่งอย่างเดียว เขาอาจไม่เข้าใจวิธีการและไม่อยากทำ ดังนั้นงานที่ออกาก็จะไม่ดีเท่าที่ควร
          อย่างโครงการ Creative DNA หรือคนไทยสายเลือดนักคิด เป็นการขยายงานในด้านการสร้างสรรค์ ซึ่งคนในฝ่ายโครงการและจัดการความรู้เป็นผู้คิดตั้งแต่ต้นน้ำ และเป็นคนขับเคลื่อนให้เดินหน้า ผมจะแค่เป็นคนดูในภาพรวมเท่านั้น"
          อย่างไรก็ตาม การจะเป็นผู้บริหารที่นำองค์กรสู่ความสำเร็จ จุดเริ่มต้นต้องมีการศึกษารูปแบบขององค์กรว่า เป็นองค์กรที่ทำงานด้านใด โครงสร้างการทำงานและมีภารกิจเป็นอย่างไร เพื่อกลับมาวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ให้องค์กรเดินไปถึงสิ่งเหล้านั้นให้ได้
          ผู้อำนวยการสบร.กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานที่เคยผ่านมาทั้งระบบราชราชการและเอกชน ทำให้เห็นว่า ทั้งสองระบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน
          โดยสิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ ราชการเป็นระบบที่เข้มแข็งและมีแนวทางชัดเจน เนื่องจากมีการใช้มานานนับร้อยๆ ผี และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามยุคสมัย
          กระนั้นในมุมมองของหลายคนอาจเห็นว่า การบริหารแบบราชการเป็นะบบที่ล่าช้าและยุ่งยาก ทั้งที่ความจริงแล้ว หากเราคุ้นเคยและทำความเข้าใจ ก็สามารถปรับระบบการทำงานให้เร็วขึ้นได้
          "ราชการมีขั้นตอนของมัน แต่หากต้องการงานที่เร็ว สมมติมี 5 โต๊ะเมื่อถีงโต๊ะคุณจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าผ่านตามขั้นตอน จากโต๊ะหนึ่งไปโต๊ะสอง เกิดมีปัญหาจะกลับมาถามโต๊ะหนึ่ง พอไปโต๊ะสาม มีปัญหาอีก ก็จะกลับมาถามโต๊ะสอง ทุกอย่างมันจะช้า
          เราก็ลัดขั้นตอนได้ เอาทั้ง 5 โต๊ะมาอยู่ด้วยกันแล้วิเคราะห์เลย พอไปโต๊ะสอง สาม สี่ ห้า ต้องเป็นแบบนี้แบบนี้ ทุกอย่างก็จบ"
          ขณะที่ระบบงานแบบเอกชน เขาเห็นว่าแม้ว่าจะมีความคล่องตัวแต่เป็นระบบที่น่ากลัวเพราะไม่มีรูปแบบชัดเจน เมื่อผู้บริหารเปลี่ยนวิธีการและนโยบาย ทุกอย่างก็เปลี่ยนตาม
          หากทุกอย่างไม่ได้ถูกกลั่นกรองหรือผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดี อาจทำให้การดำเนินงานขององค์กรมีปัญหาได้
          ดังนั้นในการบริหารองค์กรแห่งนี้ให้เป็นผู้นำในการสร้างองค์ความรู้ให้กับคนไทยเพื่อนำไปพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติเขาจึงนำข้อดีของทั้งสองระบบมาผสมผสานกัน
          โดยหยิบข้อดีของระบบมาผสมผสานกัน
          โดยหยิบข้อดีของระบบราชการเรื่องการทำงานอย่างมีระบบและขั้นตอนชัดเจนสามารถตรวจสอบความโปร่งใส่กับข้อดีของระบบเอกชนเรื่องการทำงานที่คล่องตัว ไม่ยึดติดกับขั้นตอนมาผสมผสานกันแต่ไม่ใช่เรื่องที่ทำงานได้ง่ายๆ
          "สบร.เป็นองค์กรที่ถูกวางรากฐานและแตกกิ่งใบไปมากแล้ว ทุกอย่างจึงต้องอาศัยเวลาและทำแบบค่อยเป็นค่อยไป
          เหมือนกับการส่งต่อการเรียนรู้ที่ผมสั่งสมมาให้กับพนักงาน ซึ่งผมพยายามทำอยู่เพราะคาดหวังให้พนักงานในองค์กรทุกคนได้ความรู้ และนำสิ่งที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน"

          "ผมสั่งสมความรู้จากการทำงานด้านการออกแบบที่หลากหลาย ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง

- (มีภาพ) คลิกดูคลิป>>
ข่าว: