home | link | webboard | job | sitemap |

สถาปัตยกรรม กับดนตรี

35 posts / 0 new
Last post
jongsarit
สถาปัตยกรรม กับดนตรี

ในความคิดของคุณ คิดว่า
รูปแบบดนตรี เกี่ยวข้องกับ รุปแบบสถาปัตยกรรมได้อย่างไรบ้าง

SEIM
I HAVE NO IDEA KRUB<br> SO.... WHAT YOU
I HAVE NO IDEA KRUB
SO.... WHAT YOU THINK ABOUT IT?
( I REALLY WANT TO KNOW KRUB )
jongsarit
ถ้า เราตั้ง โจทย์ ให้ circulation ของ pr
ถ้า เราตั้ง โจทย์ ให้ circulation ของ project เป็นเหมือนดัง บันทัด5 เส้น ซึ่งจะมี note เกาะอยู่ตามเส้นบันทัดซึ่งเป็น fuction หลัก และมีเครื่องหมายต่าง เป็นเสมือน element ภายใน อันจะช่วยส่งเสริม fuction นั้นๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตาม fuction ต่างๆของ project
ส่วนเพลง มันจะมีท่อน ต่างๆ
ท่อน intro
ท่อน hook
ท่อนจบ
เมื่อเทียบกับ architecture มี space ที่เป็นทางเข้า main entrance ,transition space
,shock space , landscape ,main fuction.

หรือการซ้ำท่อนเพลง เมื่อเจอเครื่องหมาย coda ใน note เพลง
หรือ เครื่องหมาย p, mp, mf, f หนักเบาของท่วงทำนอง
การขยายเสียง เครื่องหมาย cressendo ของดนตรี

กับ การ apporach ,defind space circulation บาง zone ที่ต้องการให้เกิดการเดินซ้ำภายใน project เหมือนการซ้ำเพลงท่อน hook มันจะได้สื่อความรู้สึกของเพลงได้บางหรือปล่าว ครับ

http://www.istupa.com/webboard/index.php?showtopic=2789
jongsarit
ท้ายสุด มันคงต้องผสมผสานคละเคล้ากันไป เพ
ท้ายสุด มันคงต้องผสมผสานคละเคล้ากันไป เพราะเพลงนอกจาก note แล้วยังมีเรื่องของ emotion การรับรู้ด้านสุนทรียศาสตร์ ซึ่งจุดนี้น่าจะตรงกับ สถาปัตยกรรมมากที่สุด
v
i'm glad that finally there 's somebody
i'm glad that finally there 's somebody respond to this topic....

was looking at this topic yesterday
but didn't have time to organized my words ....

it's fun to have this kind of feedback :)
ponn
ลองหาประวัติของท่าน Frank Lloyd Wright อ
ลองหาประวัติของท่าน Frank Lloyd Wright อ่านดูนะครับ เพราะท่าน สนับสนุน และผลักดันให้ลูกศิษย์ของท่านทุกๆ คน ทำกิจกรรมทางด้านดนตรีและการแสดง
Jib_H
อื้ม รู้สึกอิ่มครับ...รู้สึกอิ่ม<img src
อื้ม รู้สึกอิ่มครับ...รู้สึกอิ่ม
jiminarc
The harmonious integration from every so
The harmonious integration from every sound of the instrument that makes a good music can be a good metaphor for combining construction details to create architecture.
ph
ใครว่านะว่า architecture = frozen music
ใครว่านะว่า architecture = frozen music ผมว่ายังไม่ค่อยตรง เพราะคิดว่าทั้งสองตัวมีคุณค่าที่ต้องอาศัย เวลา เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ทั้งคู่
jongsarit
อืม อืม... <img src=../../images/02comm
อืม อืม...
jiminarc
&quot; Metaphor &quot; could be deep as
" Metaphor " could be deep as sea or shallow as basin, depending on individual.
It 's always fun to make a metaphor.
jongsarit
process to approach important than conte
process to approach important than context

น่าเสียดายนิดหน่อยครับ พอทำทดลองทำกับ Thesisจริง ไม่ได้ตามเป้าที่ตัวเองวางไว้เลย เนื่องจากปัญหารอบด้านรุมเร้าครับ ไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ
เอาไว้มีโอกาสครั้งหน้าจะลองดูอีกที่ครับ

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ
v
เพิ่งได้หนังสือมาเล่มนึงค่ะ<br> น่าสนใจด
เพิ่งได้หนังสือมาเล่มนึงค่ะ
น่าสนใจดี ....

"What to Listen for in Music" by Aaron Copland

ผู้เขียนเป็นนักแต่งเพลงและนักดนตรีชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงคนนึง เค้าเคยสอนแต่งเพลงที่ Harvard และ Berkshire Music Center รวมถึงไปพูดบรรยายทั่วอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าผลงานของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนให้เห็นถึงทุกจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างแท้จริง ....

หนังสือเล่มนี้จะบรรยายอะไรที่เข้าใจได้ไม่ยากเกินไปสำหรับคนทั่วๆไปที่มีความสนใจทางด้านดนตรี และชอบฟังเพลง ....

ในส่วนของคำนำมี 2 คำถามที่น่าสนใจ ....
- คุณได้ยินทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในดนตรีที่คุณกำลังฟังอยู่รึเปล่า ?
- คุณรู้ตัวมั้ยว่าคุณกำลังมีความรู้สึกอย่างไร ณ. ขณะที่กำลังฟังเพลงนั้น ?

เขาได้กล่าวว่าในปัจจุบัน เรามีโอกาสที่จะเข้าถึงแหล่งของดนตรีได้ง่ายกว่าสมัยก่อนๆ ทั้งสื่อทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ หรือแผ่นเสียง .... ทุกคนมีโอกาสฟังเพลง ....
และในเวลาเดียวกัน ทุกคนก็มีโอกาสที่จะไม่เข้าใจดนตรีเช่นกัน

เค้าพูดถึงการฟังเพลงว่ามีอยู่ 3 ระดับคือ ฟังแบบให้เพลงเป็นเพียงเสียงที่เกิดอยู่เบื้องหลัง โดยที่ไม่ได้คิดอะไร ....
แบบที่สองคือ ฟังแล้วเกิดความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา.... และแบบสุดท้ายคือ ฟังแบบวิเคราะห์แบบนักดนตรีที่ร่ำเรียนมา .... สิ่งที่น่าสนใจคือระดับแต่ละระดับมีข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง .... บ้างก็ทำให้เป็นคนที่ฟังอะไรเผินๆ ไม่ลึกซึ้ง แต่พอครั้นจะลึกซึ้งซะจนไปวิเคราะห์อะไรมากไป ก็กลับเป็นการกำหนดกรอบความคิดให้กับตัวเอง ....

มีตอนนึงที่เค้าพูดแล้วค่อนข้างน่าสนใจคือถ้ามีคำถาม:
มีความหมายใดความหมายหนึ่งแฝงอยู่ในดนตรีไหม?
เขาตอบ : มี
แล้วคุณสามารถบอกได้มั้ยว่าความหมายที่แฝงอยู่นั้นคืออะไร?
คำตอบคือ : ไม่

เขากล่าว.... คราวนี้คนหลายคนคงจะไม่พอใจในคำตอบที่สองเป็นแน่ .... เพราะคนเหล่านี้ต้องการคำที่มาอธิบายความหมายของเพลง ....
บ้างก็ว่า เพลงนี้ทำให้นึกถึง รถไฟบ้าง งานศพบ้าง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาพอจะนึกเปรียบเทียบไปได้....
เขาไม่ได้สนับสนุนความคิดเช่นนี้เลย ....

เขาเล่า ....ว่า เหตุการณ์มันดันกลับกัน
เมื่อครั้งนึง มีผู้หญิงที่ดูขลาดๆคนหนึ่ง พูดกับเขาว่า
ทำอย่างไรดี ฉันคิดว่า ฉันช่างขาดความสามารถในการชื่นชมดนตรีซะเสียจริง .... เพราะฉันไม่สามารถที่จะเกี่ยวเชื่อมโยงมันกับอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันแม้แต่ครั้งเดียว ....

เขาคิดในใจ .... ทำไมมันถึงกลับกันตละปัดไปได้ -_-'

เขากล่าวต่อว่า .... เพราะ บทเพลง บทเพลงหนึ่ง สามารถที่จะสื่อความหมายและอารมณ์ได้มากมายไม่มีสิ้นสุด ขึ้นอยู่กับบุคคล และสถานการณ์ บทเพลงบางเพลงนั้น .... แทบจะไม่สามารถหาคำใดมาอธิบายได้ซะด้วยซ้ำ ....เพราะ มันมีแค่ความหมายที่อยู่ในเสียงของดนตรีอย่างแท้จริงเพียงเท่านั้น ....

เพลงบางเพลงมักจะบอกคุณ ความหมายและความรู้สึกเดิมๆทุกครั้งที่กลับมาฟัง ....
ซึ่งพอนานเข้า .... มันก็กลายเป็นเพียงเพลงที่น่าเบื่อ ....
ในขณะที่เพลงอีกประเภท .... จะทำให้คุณเกิดความรู้สึกที่แตกต่างไปบ้างอย่างน้อยๆ ในแต่ละครั้งที่คุณฟัง ....ซึ่งนี่แหละ .... ที่ทำให้บทเพลงนั้นๆ มีชีวิตอยู่ได้ ....
ผลงานที่เขาแนะนำให้ลองฟังคือ
Well Tempered Clavichord, the forty-eight fugue themes ของ Bach โดยให้ลองฟังแต่ละ theme แล้วคุณจะค่อยๆรู้สึกถึงโลกที่แตกต่างของแต่ละ theme ....
คุณจะพบว่า ยิ่ง theme ใดมีความสวยงามต่อคุณมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งยากที่จะหาคำมาอธิบายจนคุณพอใจ ....มากขึ้นเท่านั้น
ใช่ คุณอาจจะ รู้ว่า theme นั้นมันฟังดูเศร้าๆ
คุณอาจจะลองดูมันให้ลึกซึ้งมากขึ้นอีกนิดว่า ....
มันเป็นความเศร้าแบบไหน .... เศร้าแบบมองดูว่าโลกช่างโหดร้าย เศร้าแบบยอมจำนน เศร้าตามโชคชะตา หรือว่าเศร้าแบบอมยิ้มได้ .... :)

เค้าพูดถึง ลักษณะของนักแต่งเพลง( Creative Process in Music) ที่มีอยู่ 3 ประเภท ....
ประเภทแรกคือการแต่งเพลงไปตามจังหวะของอารมณ์
บางช่วงก็แทบไม่ได้มีความคิดอะไรโลดแล่นเลย ....
ในขณะที่บางช่วง เพลงได้พรั่งพรูออกมาจากตัวของเค้าอย่างแทบจะเขียนลงบนหน้ากระดาษไม่ทัน ....
แรงบันดาลใจจากสัญชาตญาณของคนเหล่านี้ มาแล้วไป เหมือนลมพายุ ....
ไม่ค่อยแน่นอนซักเท่าไหร่ ....
(ตัวอย่าง เช่น Franz Schubert)

ประเภทที่สองคือประเภทที่มักมี theme ขึ้นมาก่อน แล้วก็ไม่ปล่อยให้ theme นั้นๆเป็น theme ถ้าเค้าคิดว่ามันยังไม่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เค้าจะทำได้ ประเภทนี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นแบบออกมาจากสัญชาตญาณอย่างประเภทแรก หากแต่เป็นการค่อยๆเริ่มจากการมี theme หรือ idea ที่กระจัดกระจาย .... แล้วทำการรวบรวม สร้างสรรค์ขึ้นให้เป็นเพลง .... ค่อนข้างอาศัยเวลาและความมุมานะพอสมควรสำหรับวิธีการนี้ ( Beethoven จัดเป็นนักแต่งเพลงที่อยู่ในลักษณะนี้)

ส่วนประเภทที่สามเป็นประเภท traditional คือ ไม่ได้คิดค้นอะไรที่แปลกใหม่แต่เป็นการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีมากขึ้นเหนือคนอื่นๆที่อยู่ในสมัยเดียวกัน (ตัวอย่างเช่น Palestrina และ Bach)

นักแต่งเพลงที่เป็นแบบแนวทฤษฎี
เค้าจะมี idea ทางดนตรี และ concept ของธรรมชาติในการแสดงออก พร้อมกับความรู้สึกที่ว่าอะไรที่สามารถทำเพิ่มเติมเข้าไปได้อีก รวมไปถึงสื่อที่น่าจะใช้ในการนำเสนอออกมา ....

ยัง.... มันยังไม่ใช่บทเพลงที่เสร็จสมบูรณ์
เพราะ idea นี้ยังไม่ใช่ บทเพลง ....
นักแต่งเพลงรู้ดี .... ว่ายังมีสิ่งอื่นๆอีกที่ต้องเพิ่มเข้าไป
เพื่อที่จะทำให้มันเป็นบทเพลงที่สมบูรณ์ ....

อย่างแรกเลย ....
เขาจะพยายามหา idea อื่นๆ ที่ดูเหมือนว่าจะมีลักษณะที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ idea หลักอันแรก
มันสามารถที่จะเป็นอะไรที่คล้ายๆกัน หรือแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ ....
idea ที่เพิ่มขึ้นนี้จะไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับ idea อันแรก ....
หากแต่เป็นส่วนเสริมที่รองลงไป
แต่ในเวลาเดียวกัน ....
มันก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เพราะว่ามันคือส่วนที่ทำให้ idea แรกนั้นสมบูรณ์ ....

แต่ ยัง .... มันก็ยังไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น ....
ยังต้องมีการหาวิธีการที่จะเชื่อมโยงจาก idea นึงไปยังอีก idea นึง .... ซึ่งมักทำเป็นในลักษณะทีเรียกว่า ตัวเชื่อม ....

นอกจากนี้ยังมีอีกวิธีสำคัญที่นักแต่งเพลงสามารถที่จะเพิ่มเติมเข้าไปในส่วนที่มีมาแต่แรก
หนึ่งคือวิธีทำให้มันยาวขึ้น ....
นักแต่งเพลงอาจเห็นว่า theme บาง theme ต้องยืดเพื่อที่ character ของมันจะได้ชัดเจนมากขึ้น ....

idea แรกที่อาจจะดูเล็กๆ,
การเพิ่มเติมจาก idea อื่นๆที่ตามมาภายหลัง,
การยืดของ ideas,
ตัวเชื่อม ideas ทั้งหมด เข้าด้วยกัน,
และการพัฒนาของทั้งหมดข้างต้น
คือสิ่งที่จำเป็นในการสร้างบทเพลงขึ้นมาสักชิ้น

ต่อมา .... ก็เป็นอีกส่วนที่ค่อนข้างยากและท้าทาย ....
นั่นคือการหล่อหลอมให้ทุกสิ่งข้างต้นให้เป็นหนึ่งอย่างกลมกลืนกัน ....

ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ .... ทุกส่วนจะต้องลงตัว
คนฟังจะต้องสามารถที่จะทำความเข้าใจกับมันได้
โดยไม่สับสนถือเอา theme หลักไปผสมกับตัวเชื่อม ....
หรือจะเป็นในทางกลับกันก็ตาม ....

compostion โดยรวมจะต้องมี
ส่วนเริ่มต้น, ส่วนกลาง, และส่วนท้าย
นอกจากนี้ บทเพลงยังควรที่จะถูกเรียบเรียงอย่างแนบเนียนจนไม่มีใครสามารถที่จะบอกว่าจุดเชื่อมนั้นเริ่มขึ้นที่ตรงไหน ....

นี่ก็เป็นเพียงวิธีหนึ่งของการแต่งเพลงเท่านั้น
แต่ละคน ต่างก็พยายามหาวิธีที่เหมาะสมและแตกต่างกันไป ....

แต่ที่สำคัญและขาดไม่ได้ในทุกๆบทเพลงที่ดีคือ
การลื่นไหลอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน....ตั้งแต่โน้ตตัวแรก .... ไปจนถึงโน้ตตัวสุดท้าย ....


หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงส่วนประกอบทางดนตรี ได้แก่
Rhythm, Melody, Harmony, และ Tone Color ....

Musical Texture
Musical Structure
Fundamental Forms - I.Sectional Form
Fundamental Forms - II. Variation Form
Fundamental Forms - III. Fugal Form
Fundamental Forms - VI. Sonata Form
Fundamental Forms - V. Free Forms
Opera and Music Drama
Contemporary Music
Film Music
From Composer to Interpreter to Listener


เล่ามาซะยาว .... :D
ส่วนตัวแล้วคิดว่า
ดนตรีกับสถาปัตยกรรม
แน่นอน มีอะไรที่คล้ายคลึงกัน
ทั้งในวิธีการสร้างสรรค์ ....
ลักษณะของผลงาน ....
และผลกระทบต่อผู้ที่ได้สัมผัส ....

คงจะดีไม่น้อย ....
ถ้างานสถาปัตยกรรม สามารถถ่ายทอดอะไรบางอย่างออกมาได้ อย่างไม่จำกัด ....
ในแต่ละครั้งที่เราเข้าไป เราก็สามารถที่จะแอบเห็นอะไรใหม่ๆที่แตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ ....
เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ....
ราวกับว่ามันมีชีวิตอยู่จริง.
jongsarit
ขอบคุณ คุณ v ครับ<br> <br> ที่เขียนมาอธิ
ขอบคุณ คุณ v ครับ

ที่เขียนมาอธิบายได้ชัดเจน และเคลียร์มากๆในความรู้สึกเกี่ญวกะดนตรีของผมนะครับ

ผมเคยได้มีโอกาส เล่นดนตรีจริงๆจังๆ อยู่3-4ปี

เล่น Trumpet ส่วนใหญ่เป็นเพลงบรรเลง เพลงclassic ต่างๆ ผมว่าเพลงพวกนี้มีสิ่งหนึ่งที่กระทบต่อความรู้สึกได้อย่างมาก ในเรื่อง Theam ของเพลงนี้แหละครับ อันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมสนใจเรื่องนี้


ถึงวันที่ผมทำ Thesis ผมแยกไดอะแกรม เพลงๆหนึ่งจากprogram Music จำพวก Logic ,sonar sound เพื่อแยก line ของเครื่องดนตรีในเพลงออกจากกัน Bass, melody ,Harmony เพื่อแยก Element ของ Architecture แล้วย้อนกลับเข้าไปใหม่ เหมือนเพลงที่ line ต่างๆ สอดประสานกัน ออกมาเป็นเนื้อเดียวกัน


อาจารย์ถามว่าในลองอธิบายสิ ว่า ไอ้ diagram นี้อะ มันแสดงออกมาในสถาปัตยกรรมอย่างไร เป็นตรงไหน อันไหน ผมอึ้งไปชั่วครู่ ผมอธิบายอาจารย์ไม่ได้ครับ

แล้ววันหนึ่ง ผมก็อ่านหนังสือเจอข้อความหนึ่งของ
ไอสไตน์ว่า

เป็นไปได้ที่จะสามารถ อธิบาย ถึงเพลงในรูปแบบของวิทยาศาสตร์ได้

แต่......มันจะมีความหมายอะไรหละ

ขอบคุณ คุณ v อีกที ครับ ที่สนใจกระทู้นี้ครับ...


job
อื่ม goooooood
อื่ม goooooood
SEIM
ขออนุญาตดันกระทู้นะครับทุกท่าน<br> <br>
ขออนุญาตดันกระทู้นะครับทุกท่าน

มองในมุมกลับ ผมว่างานสถาปัตยกรรมก็น่าจะมีอิทธิพลกับดนตรีได้บ้างนะครับ

เช่น.....
- หากนักแต่งเพลงแต่งในห้องอัด กับ ใต้ถุนอาคารที่เปิดโล่งลมโกรก.....น่าจะได้เพลงที่แตกต่างกัน
- สภาพแวดล้อมในการแสดงสดน่าจะได้บรรยากาศที่ต่างกันด้วย

ประมาณนี้มั้งครับ....

ทั้งนี้ทั้งนั้น...คุณ v นี่รู้ลึกรู้จริงจริงๆเลยครับ....ความรู้ที่ไม่เคยรู้ (เพราะไม่เคยฟัง ) ทั้งนั้นเลย......


ส่วนประเด็นที่คุณ jongsarit เจอ อาจารย์ถามมานั้น ตรงข้ามกับผมเลยครับ

จำได้ว่าตอนนั้นจะต้องตรวจแบบ
แต่ไม่มีแบบมาตรวจกับชาวบ้านเขา
ก็เลยทำ diagram แบบนี้แหละ....เพราะมันง่ายดี

เลยขีดๆ มั่วๆ ถูๆ ฝนๆ ไปส่ง (ใช้เวลาเผา 10 นาที)
ตอนเอาไปตรวจก็ลุ้นน่าดู.....เพราะมั่วมาล้วนๆ ....จะอธิบาย (โม้) ยังไงดีหว่า......

ปรากฏว่าพอกางออก (มีแต่ diagram 1 รูป)
ยังไม่ทันพูดอะไรเลยครับ....
อาจารย์แกจ้องแป๋วเลย......ไม่พูดซักคำ
ผมก็อึ้ง...เลยอ้าปาก จะอธิบาย
แกยกมือห้ามผม.....แล้วบอกว่า "ผมเข้าใจแล้ว........โอเคครับ"

คราวต่อมาผมส่ง plan เลย.......ผ่านฉลุย.......
แกบอกว่า concept ดีมาตั้งแต่ต้น แบบเลยไปได้เร็ว

งง.......
zhuqi
zhuqi's picture
เข้ามาเห็นตอนที่เจ้าของกระทู้บอกลาไปซะแล
เข้ามาเห็นตอนที่เจ้าของกระทู้บอกลาไปซะแล้ว ผมล่ะทึ่งคุณ v จริงๆ เลย เพราะน่าจะอ่านหนังสือได้เร็วมากๆ หลังจากที่ "เพิ่งได้มา"

เล่าต่อท้ายไว้หน่อยแล้วกัน เผื่อใครจะแวะเข้ามาเห็นอีก คือว่าถ้างานสถาปัตยกรรมมีความเกี่ยวข้องกับ "สัดส่วนทางคณิตศาสตร์" ดนตรีก็มีต้นกำเนิดมาจาก "สัดส่วนทางคณิตศาสตร์" ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น มันก็น่าที่จะมีทางคิดอะไรๆ ต่อให้มันเกี่ยวเนื่องถึงกันได้มั่ง ซึ่งก็น่าจะสนุกดีครับ

เรื่องก็เรื่องก็คือ Pythagorus เจ้าของทฤษฎีสามเหลี่ยมมุมฉากที่พวกเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า a^2 + b^2 = c^2 น่ะ ซึ่งทำให้หลายๆ คนรู้จักแกในฐานะของ "นักคณิตศาสตร์" ซะมากกว่่า ทั้งๆ ที่ตัวแกนั้นเองที่เป็นต้นคิดเรื่อง "บันไดเสียง" อันเป็นต้นกำเนิดของระดับเสียงต่างๆ ทางดนตรี และยังคงถือปฏิบัติกันมาตราบจนทุกวันนี้ โดยตอนที่แกคิดนั้น แกจะใช้อัตราส่วนทางคณิตศาสตร์ไปคำนวณความยาวของเส้นเสียง แล้วสรุปออกมาเป็นทฤษฎีเรื่องการประสมเสียงเอาไว้ด้วยนั่นเอง ... บังเอิญเจอเรื่องนี้ตอนที่ช่วยลูกทำรายงานน่ะครับ

Zhuq!

 

jongsarit
ได้ความรู้ใหม่เพิ่มอีกแล้วครับ<br> ไม่เค
ได้ความรู้ใหม่เพิ่มอีกแล้วครับ
ไม่เคยทราบมาก่อนเหมือนกันว่า Pythagorus เป็นคนต้นคิด บันไดเสียง ว้าว!!!

พูดถึงเรื่องตัวโน๊ต

ตอนนี้ผมชื่นชม อ.บัณฑิต อึ้งรังษี จริงๆเลยครับ นับว่าเป็นคนที่มีความพยายามอย่างสูงมากๆ ผมหละทึ่งกะชีวิตของท่านจริงๆ

บัณฑิต อึ้งรังษี วาทยากรไทย บนเวทีโลก
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยด้วยการมุ่งมั่นทำสิ่งที่ตัวเองรักอยู่ทุกวินาที

เดอะ ลอสแองเจลิส ไทม์
ได้ตีพิมพ์บทความถึงเขาว่า

"เขาบัญชาการด้วยความสุขุมและมั่นใจ...
และแสดงออกอย่างน่าตื่นตาตื่นใจบนโพเดียม...
การอ่านตัวโน๊ตเป็นไปอย่างไม่รีบเร่งแต่ชัดเจน..
แนวทางการแสดงเป็นไปโดยความแม่นยำ
และรายละเอียดทุกตัวโน๊ตแม้กระทั่งพลังที่นุ่มนวลแผ่วเบา"

ด้านหนังสือพิมพ์เดอะ ชาร์ลสตัน โฟสต์ แอนด์ คูเรีย กล่าวถึงวาทยากรชาวไทยคนนี้ว่า

"แสดงให้เห็นถึงสัมผัสอันนุ่มนวล
เป็นผู้นำการแสดงที่ยอดเยี่ยม โครสร้างของการขับเคลื่อนจังหวะ
การควบคุมพลังและความแม่นยำเป็นเลิศ...
นำการแสดงอย่างตื่นเต้น เร้าใจจนทำให้ผู้ชมแทบลืมหายใจ...
การอ่านโน๊ตตั้งแต่ต้นจนจบเต็มไปด้วยสัมผัสอันเงียบสงบ
ที่สามารถรับรู้ได้ถึงรายละเอียดทั้งหมด"

คัดลอกจาก หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับ วันที่ 3
ต.ค.47 คอลัมน์ "อาทิตย์" โดย ชุติมา สุวรรณเพิ่ม หน้า 5

ผมอ่านดูแล้วรู้สึกว่ามันช่างคล้ายๆ กับการวิจารณ์งานสถาปัตยกรรมเหมือนกันเลยนะครับ

ว่าหรือป่าว หรือว่าผมรู้สึกไปคนเดียว?

jongsarit
http://www.bunditmusic.com/news.html<br>
http://www.bunditmusic.com/news.html

zhuqi
zhuqi's picture
งั้นก็น่าจะชอบหนังสือเล่มนี้ล่ะสิคุณ jon
งั้นก็น่าจะชอบหนังสือเล่มนี้ล่ะสิคุณ jongsarit
"ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ : 39 ข้อคิดจิตวิทยาแห่งความสำเร็จ"
เขียนโดยคุณบัณฑิต อึ้งรังษี, สนพ.มติชน ครับ

Zhuq!

 

thanongsakr
รูปแบบมันอาจจะเปรียบยาก เพราะผลลัพธ์ของม
รูปแบบมันอาจจะเปรียบยาก เพราะผลลัพธ์ของมันตอบสนองต่างกัน

แต่ถ้าเปรียบในแง่ของกระบวนการที่มาของมัน เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการเดียวกัน เพราะมันเป็น art ทั้งคู่ จะลองเอากระบวนการ วิธีการของการสร้างสรรค์ทางดนตรีมาติดตากับต้นตอวิธีการสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรม ก็อาจจะได้รูปแบบสถาปัตยกรรมที่คุณต้องการจะให้เป็นได้...ผลลัพธิ์ที่ได้อย่างไรนั้นคงชี้ชัดไม่ได้ ต้องลองทำดู
nad_pig
ดนตรีไพเราะ
ดนตรีไพเราะ
nuu_eng_ka
สวัสดีค่ะ<br> <br> เห็นกระทู้น่าสนใจนี้ม
สวัสดีค่ะ

เห็นกระทู้น่าสนใจนี้มานานแล้ว
แต่เป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องดนตรีเลย

อย่างไรก็ตาม เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำให้ฟังเพลงในยามที่เครียด ๆ

เช้านี้ บังเอิญ Search พบบทความที่น่าสนใจ
ขออนุญาต นำมาให้อ่านกัน นะคะ

http://www.thaicritic.com/music/music2.htm#23

แม้ว่า จะไม่เกี่ยวกับกระทู้ แต่ก็คิดว่า น่าสนใจ นะคะ


.

ขอให้วันนี้. . .เป็นอีกวันหนึ่งที่ดีของชีวิต

SEIM
Link เด็ดเหมือนเคยเลยครับพี่นู๋ฯ <img sr
Link เด็ดเหมือนเคยเลยครับพี่นู๋ฯ
jongsarit
เล่มนั้นหยิบหลายรอบแล้วครับ คุณZhuq! <b
เล่มนั้นหยิบหลายรอบแล้วครับ คุณZhuq!



แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมยังไม่ซื้อสักที...
SEIM
วันนี้เกิดตรัสรู้บางอย่าง...หลังจากสนทนา
วันนี้เกิดตรัสรู้บางอย่าง...หลังจากสนทนาภาษาดนตรีกับนักดนตรีท่านหนึ่ง (พ่อผมเอง)

ก็นึกถึงกระทู้นี้ขึ้นมาทันที...เพราะเข้ามาแจมตั้งน้าน...นาน
แต่ไม่เคยมีความเห็นอะไรกะเขาเลย


คือว่า get ขึ้นมาจากการบอกเล่าถึงการทำงานกับนักร้องแต่ละคนว่ามีโทนเสียงที่ต่างกัน (เช่น คุณ มาลีวัลย์ - คุณ เจนนิเฟอร์ คิ้ม - คุณ สายสุนีย์ สุขกฤต ณ อยุทธยา )....มี Texture ที่ต่างกัน....

"Musical Texture " ตามที่คุณ v ได้กล่าวถึงมาแล้วนั่นเอง
ทุกท่านคงทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า Texture นั้นเป็น Perception รูปแบบหนึ่งของ Architecture ......ในขณะที่ดนตรีเองก็เช่นกัน
นักร้องแต่ละคนมี Texture ที่แตกต่างกันไป
เหมือนกับวัสดุที่เรานำมาเลือกใช้ เป็นองค์ประกอบต่างๆ ทั้งหลัก และรอง ในอาคาร
การมีหลายๆ Texture ก็อาจจะเทียบเคียงได้กับการร้องประสานเสียง...ประมาณนั้น เพราะต้องมีการเรียบเรียง และกำหนดตำแหน่ง-จังหวะที่ เหมาะสม พอดี พองาม

ไม่งั้นก็คงจะออกมาเป็นพวก แร็ปขยะ ที่เห็นๆกันดาดๆในตอนนี้...ไม่ต่างกัน

ในขณะเดียวกัน นักร้องบางคนที่มีเสียงเฉพาะตัวมากๆ
จะเปลี่ยนแนวร้องค่อนข้างยาก ไม่เหมือนบางคนที่เสียงกลางๆ จะสามารถพลิกไปร้องได้ กับดนตรี และ เครื่องดนตรีหลายๆแนวกว่า
....แต่คุณค่าในตัวเองก็อาจจะลดลงไปด้วย

อีกอย่างที่ get ได้คือ "Rythm" ครับ
ผมมองว่ามันอาจจะเหมือนกับตัวกำหนด Perception ทั้งหมด......อย่างที่คุณ jongsarit เคยกล่าวไว้แล้วในตอนต้นแล้ว.......(แล้วจะพูดทำไมเนี่ย)

จุดที่ต้องขบให้แตกฉาน ผมมองว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเป็นส่วนเกณฑ์ของ Rythm เช่น..... เวลา

เวลาอาจจะเป็นอุปสรรคตัวเบ้ง ในการผสาน ดนตรี กับ สถาปัตยกรรม ( หากจะเทียบกันแบบตัว-ตัว หรือเอา Impact Experience )
เพราะในดนตรีนั้นประสบการณ์ Peception ต่างๆนั้นจะหลั่งไหลมาอย่างรวดเร็วกว่าการอยู่ในอาคารมาก

.........คิดฟุ้งๆ ไปเรื่อย.....ได้มาแค่นี้แหละครับ
jongsarit
กลับไปรื้องานแปลของเรื่อง The Profession
กลับไปรื้องานแปลของเรื่อง The Profession of the Architect - โดย Renzo Piano
ที่ ดร.พร วิรุฬห์รักษ์ เคยลงไว้ในASA แห่งนี้...
อ่านกี่ครั้งกี่ครั้งก้อยังชอบครับ...

โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่า...

Charlie Parker เคยบอกกับข้าพเจ้าว่า “เรียนดนตรี และการเล่นเครื่องคนตรี ให้มากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ และให้เชี่ยวชาญที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ หลังจากนั้นก็ลืมมันไปซะ แล้วก็เล่นอะไรก็ได้ เล่นอย่างไรก็ได้อย่างที่คุณอยากเล่น”
ข้าพเจ้าเชื่อว่าพวกเราสถาปนิกต้องทำอย่างเดียวกันในวิชาชีพของเรา

แม้จะไม่ได้เล่นดนตรีเหมือนเมื่อก่อน แต่เชื่อว่ากระบวนการ ในสิ่งที่กำลังทำ ฝึกฝนอยู่ ก็คงไม่ได้ต่างกัน...


งานแปล เรื่อง The Profession of the Architect - โดย Renzo ของ ดร.พร วิรุฬห์รักษ์

ผมขอยกให้เป็นกระทู้แห่งปีเลยครับ
Jib_H
ผมชอบเพลงเพื่อชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี
ผมชอบเพลงเพื่อชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่ปู พงษ์สิทธิ์
SEIM
ของผมขอเป็น...<br> <br> Metal / Gothic R
ของผมขอเป็น...

Metal / Gothic Rock / Melodic Metal...
Alternative Metal / House / Groovy / Soul...

ละกันครับ...
jongsarit
ชั่วโมงนี้ ต้อง Classic เลยครับ<br> <br>
ชั่วโมงนี้ ต้อง Classic เลยครับ


เมื่อวานมีโอกาสแวะไปดูหนังที่สกาล่าครับ

แวะดูหนังเรื่อง "COPYING BEETHOVEN"


รอบ 20.30 คนน้อยมากๆประมาณ 20 คนเท่านั้นเอง...

เค้าว่ากันว่า...



เพลง "Symphony No. 9 " คือเพลงคลาสิกที่ดีที่สุดของ Beethoven...

เป็น Symphony หมายเลขสุดท้ายของ Beethophy...

เพลง "Symphony No. 9 " เป็นเพลงโปรดของฮิตเลอร์

และ Beethoven แต่งเพลงนี้ตอนหูหนวก...

เขาขึ้นไปเพลง Conductor ด้วยตัวเองในการเปิดตัวเพลงนี้โดยไม่ได้ยินเสียงปรบมือ

หนังเล่าเรื่องราวช่วงสุดท้ายในการเขียน "Symphony No. 9"ของ Beethoven ที่ต้องเผชิญปัญหาทั้งร่างกาย(เนื่องจากหูของเขากำลังจะหนวก)และปัญหาทางจิตเพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา

หนังดีหรือปล่าวไม่แน่ใจครับ แต่รับรองว่า เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ จริงๆ


..........................................................................

"แค่ตัวเพลงก็มีอารมณ์เต็มเปี่ยมแล้ว เพราะฉะนั้นการได้ฟัง Symphony No. 9 ในโรงหนัง คือเรื่องน่าตื่นเต้นที่สุด"

อักเนียสชก้า ฮอลลันด์.(ผู้กำกับ)





increase_associate
สถาปัตยกรรมกับคนตรี<br> มีส่วนเหมือนกัน.
สถาปัตยกรรมกับคนตรี
มีส่วนเหมือนกัน......คือ......เป็นกิเลส
SEIM
ผมนั่งฟัง Bad Religion อยู่เมื่อวันก่อน<
ผมนั่งฟัง Bad Religion อยู่เมื่อวันก่อน
แล้วพบว่า นี่มันเหมือน Gehry กับ Richard Miere มั๊ยหว่า...

ประมาณว่า ร้อยเนื้อ ทำนองเดียว
nai-moon
เหมือนกันตรง &quot;สุนทรียภาพ&quot; คร
เหมือนกันตรง "สุนทรียภาพ" ครับ



jongsarit
ย้อนกับมาดูกระทู้นี้ จากวันที่ตั้งคำถาม
ย้อนกับมาดูกระทู้นี้ จากวันที่ตั้งคำถาม...

แผล็ปเดียว ผ่านมา2ปีแล้ว...ไม่น่าเชื่อเลยครับ

ณ เวลานี้ ผมว่าผมพอมีคำตอบให้กับตัวเองได้บ้างแล้วครับ

สถาปัตยกรรมก้อคือสถาปัตยกรรม
ดนตรีก็คือดนตรี
ไม่มีความจำเป็นต้องเหมือนกันหรือเกี่ยวข้องกัน
เพราะต่างก็ทำหน้าที่ในตัวมันเองอยู่แล้ว

สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน น่าจะเป็น
วิธีคิดหรือกระบวนการในการสร้างสรรค์มันขึ้นต่างหาก
ว่าเมื่อออกมาเป็นชิ้นงานสักชิ้นจะทำหน้าที่ในตัวมันได้ดีแค่ไหน

ผมว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดการในทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์

คือ ต้องสร้างความรู้สึกบางอย่างในการรับรู้ของผู้พบเห็นให้เกิดขึ้นให้ได้...