home | link | webboard | job | sitemap |

สถาปัตยกรรมกับสภาวะโลกร้อน

14 posts / 0 new
Last post
beam
สถาปัตยกรรมกับสภาวะโลกร้อน

ถึงเวลาแล้วยังครับ....ที่สถาปนิกไทยจะหันมาใส่ใจการออกแบบที่คำนึงถึงสภาวะโลกร้อนให้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น กว่าเดิมที่เป็นอยู่.....เมื่ออาชีพสถาปนิกก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน+ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากร-พลังงานอย่างสิ้นเปลือง .............ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่อยากทราบแนวความคิด+แนวทางของแต่ละท่านครับ

thanongsakr
ก็เห็นสั่งสอนกันมาตลอด..แต่ในทางปฏิบัติจ
ก็เห็นสั่งสอนกันมาตลอด..แต่ในทางปฏิบัติจริง มันต้องอาศัยความพร้อมของทุกๆ ส่วน ไม่ใช่เฉพาะผู้ออกแบบเท่านั้น ยังต้องรวมถึงผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา และผู้ใช้อาคารหรือเจ้าของงาน.
SEIM
ส่วนใหญ่ผมจะพยายามเน้น Passive Design ให
ส่วนใหญ่ผมจะพยายามเน้น Passive Design ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนครับ
winyou
winyou's picture
ได้ดูหนังเรื่อง An Inconvenient Truth ที
ได้ดูหนังเรื่อง An Inconvenient Truth ที่ท่าน หนูเอ็นฯ ส่งมาให้ ได้ประโยชน์หลายเรื่อง รวมทั้งที่ได้เพิ่งดูสารคดีของทรูวิชั่นสาม เรื่อง เกาะร้อนที่เมือง โตเกียว

ทำให้เกิดมุมมองเพิ่มมากขึ้นครับ บางครั้งเรื่องง่ายๆอย่างการปลูกต้นไม้ที่ดาดฟ้า ก็เป็นการแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ส่วนหนึ่ง โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยไปหาจุดใหญ่ๆ

อย่างตอนจบของ An Inconvenient Truth ยังได้บอกแนวทางในการต่อสู้ การดำเนินการสำหรับระดับประชาชน ที่สนใจที่จะช่วยๆกันเรื่องนี้ทำอย่างไร ซึ่งดีมากครับ

อยากให้ทุกท่านได้ดูเรื่องนี้นะครับ

**********************
nai-moon
จริงๆ แล้ว เกือบทุกครั้ง อาคารมักจะมีเคร
จริงๆ แล้ว เกือบทุกครั้ง อาคารมักจะมีเครื่องปรับอากาศอยู่เสมอ แล้วบางครั้งเจ้าของโครงการก้ไม่มีตังซื้อ อุปกรณ์ กันความร้อนต่างๆ และยังต้องการหลายๆ อย่างที่ขัดต่อการระบายความร้อน เช่น อยากให้มีพื้นที่ค้าขายให้มากที่สุด ซึ่งทำให้ไม่มี พื้นที่ๆ สามารถทำช่องเปิดให้สัมพันธ์ กับระบบ ventilation ที่บังเกิดผลอันน้อยนิดนั้น ได้เลย...

จนตอนนี้ผมเขียนแปลนให้วางแอร์ได้เป็นเริ่องเป็นราวไปเลย เป็นส่วนหนึ่งของงานดีไซด์ในปัจจุบันไปแล้ว เหมือนอยู่ในสภาวะจำยอม ถ้าไม่ทำให้เค้าก็อเอาเหล็กฉากมาติด วางแปะ facade ของอาคารที่เราออกแบบไว้ ตามแต่ช่างแอจะเห็นควร ซึ่งเค้าก็จะติดตั้งให้มีท่อต่างๆ สั้นที่สุด เฮ้อ...


ส่วนใหญ่ การต่อเติมบ้าน ก็จะละเมิดกฏหมายอยู่บ่อยๆ ไม่มีใครอยากเว้น 2 เมตรเลยจริงๆ แล้ว อยากได้เต็มๆ กันทั้งนั้น บางทีคุยแบบกันเป็นเดือนๆ อยู่ลูกค้าเผลอหลุดปากออกมาว่า เดี่ยวผมจะทำโครงหลังคาต่อออกมา มุงเมเทิลชีส อยู่แล้วล่ะ...

จริงๆ แล้วสาเหตมาจากหลายมิติมากๆ เห็นด้วยกับคุณ siam ที่สถาปนิกควรใช้ passive ให้เต็มที่เสียก่อน หลังจากนั้นเราก็คงไม่สามารถคอนโทรลให้ใครไม่ติดแอร์ได้แล้วล่ะครับ ส่วนผม เสนอว่าควรออกแบบให้คิดถึงผังเมืองโดยรวมด้วย (ดังนั้นสมาคมผังเมือง ควรจะร่วมมือกับสมาคมสถาปนิกในการชี้นำความคิดของนักวิชาชีพทั้งสองให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรืออย่างน้อยก็ไม่ขัดแย้งกัน)


ถ้าเป็นบ้านผมๆ จะ ปลูกต้นไม้เยอะๆ ครับ
SEIM
"โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยไปหาจุ
"โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยไปหาจุดใหญ่ๆ" ... อย่างที่คุณพี่ วิญ...ญู กล่าวผมว่ามันช้านะครับ

ผมอยากให้เริ่มจากจุดใหญ่ เช่นพวกอาคารใหญ่ๆ....เช่นห้างสรรพสินค้าเป็นต้น หรืออะไรเทือกนี้เลย น่าจะเห็นผลชัดเจน และเร็วกว่า เพราะตอนนี้หากดู An Inconvenient Truth แล้ว เราก็จะพบว่า นี่เรารอไม่ได้แล้วนะครับ.....

วันก่อนได้ข่าวเกี่ยวกับมูลนิธิ "CLINTON CLIMATE ..." ได้รณรงค์โครงการ ปรับปรุงอาคารใหญ่ๆ ที่กินพลังงาน และผลิตก๊าซ คาร์บอน มากๆ โดยจะออกทุนในการวิจัย และ ปรับปรุงอาคารให้ก่อน แล้วเมื่อเสร็จแล้วก็ให้นำเอาส่วนต่างของค่าไฟฟ้า และ พลังงานอื่นๆ จากที่เคยจ่ายอยู่เดิม มาจ่ายคืนให้กับให้กับมูลนิธิ และเมื่อจ่ายหมดแล้ว ที่เหลือก็ถือเป็นกำไรให้แก่เจ้าของอาคารไป ....

เท่ากับว่าเจ้าของอาคารไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังได้กำไรอีกตะหาก ... รู้สึกว่าจะยังเป็นโครงการทดลองอยู่ โดยมีการเลือก "อาคารนิสัยไม่ดี" จากเมืองหลวงต่างๆทั่วโลก มาลองเข้าโครงการดูก่อน ... ได้ยินแว่วๆว่ามีกรุงเทพฯ บ้านเราอยู่ในนั้นเสียด้วย แต่อาคารใดที่เข้าร่วมนั้นยังไม่ได้ระบุออกมาครับ คาดว่าคงมีการสำรวจดูก่อนว่าอาคารไหน นิสัยแย่ที่สุด ก็คงจะโดนล่ะครับ....
ม่...ครับ
...คิดได้ ทำเลย...ครับ
...คิดได้ ทำเลย...ครับ
thanongsakr
ในอาคารขนาดใหญ่ โรงงาน ฟาร์ม หรืออาคารขอ
ในอาคารขนาดใหญ่ โรงงาน ฟาร์ม หรืออาคารของรัฐ ก็ดำเนินการไปแล้ว โดยกรมพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน หลายปีมาแล้ว โดยให้เงินสนับสนุนเป็นทุนในการปรับปรุงอาคาร...ปัจจุบันก็ยังทำต่อเนื่องอยู่ครับ...

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็มีประชุมเสวนาทางวิชาการ เรื่องของการประหยัดพลังงานในบ้านพักอาศัย ซึ่งมีอาจารย์ ธนิต เป็นวิทยากร..

ปัจจุบัน หากใครออกแบบโครงการขนาดใหญ่ โรงงาน หรืออาคารทั่วไป..ทางกรมฯเขาก็ยังส่งเสริมอยู่โดยให้เงินทุน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไปดำเนินการตามหลักเกณฑ์ แล้วนำเงินที่ประหยัดได้มาคืนกองทุน...ตัวอย่างเงื่อนไขอาคารที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ...(มีแยกออกเป็นหลายประเภทอาคาร)

กรณีที่ผู้ขอรับการสนับสนุนเป็นอาคาร

การอนุรักษ์พลังงานในอาคารได้แก่การดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
1. การลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่เข้ามาในอาคาร
2. การปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
3. การใช้วัสดุก่อสร้างอาคารที่จะช่วยอนุรักษ์พลังงาน ตลอดจนการแสดงคุณภาพของวัสดุก่อสร้างนั้น ๆ
4. การใช้แสงสว่างในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ
5. การใช้และการติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุที่ก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร
6. การใช้ระบบควบคุมการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์
7. การอนุรักษ์พลังงานโดยวิธีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

============

ถ้างานที่ดำเนินการอยู่..เข้าข่ายดังกล่าว ก็ลองติดต่อขอเงินสนับสนุนได้ครับ..


โครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน
c130
อาจารย์ท่านผมบอกว่า การลงทุนที่ถูกที่สุด
อาจารย์ท่านผมบอกว่า การลงทุนที่ถูกที่สุดแลได้ผลดีที่สุดคือ การสร้างจิตสำนึกครับ ................ฟังดูดีจังเลยครับ แต่อาคารมันก็ต้องใช้วัสดุต่างๆประกอบกันขึ้นมา ซึ่งหลีกเลี่ยงการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติต่างๆไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราพยายามใช้วัสดุประเภทช่วยประหยัดพลังงาน เราก็ต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากเหมือนกันในกระบวนการผลิต หรือเป็นการเพิ่มขยะที่ต้องใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรอื่นในการทำลายอีก..........เฮ้อ...ผมว่าที่เรากำลังพยายามทำอยู่ทุกวันนี้อย่างดีก็แค่การยื้อเวลาให้นานที่สุดก่อนถึงวันล่มสลายเท่านั้นครับ ทางที่ดีที่สุดคือต้องเพิ่มธรรมชาติให้กับโลกใบนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยากเหมือนกันนะครับ
beam
คำถามอยู่ที่ว่า <b>เราจะลดมันได้อย่างไร<
คำถามอยู่ที่ว่า เราจะลดมันได้อย่างไรเราก็คงได้แต่ลดมันเท่านั้น ไม่อาจจะหยุดมันได้ครับ.....สรรพสิ่งมันเป็นไปตามธรรมชาติ เกิด+ดับ+สลาย มันใกล้ถึงยุคดับและสลายแล้วล่ะ....ทามจาย ทามจาย
ม่...ครับ
...ปิดแอร์...เดี๋ยวนี้
...ปิดแอร์...เดี๋ยวนี้
ktanee
เมื่อวานได้ซืนมีโอกาสดูคอนเสิร์ต Live Ea
เมื่อวานได้ซืนมีโอกาสดูคอนเสิร์ต Live Earth ผ่านเคเบิ้ลทีวี ที่จัดขึ้นใน10เวที 6ทวีปทั่วโลก ต่อเนื่อง24ชม.
ผมไม่ขอพูดถึงเรื่องศิลปินที่เล่น เพราะรู้สึกว่าแค่เค้าตอบตกลงจะมาเล่น เพื่อให้คอนเสิร์ต (และความตระหนักในภาวะโลกร้อน)นี้เกิดขึ้นมาได้ ก็เยี่ยมแล้ว ..เสียดาย ไม่มีศิลปินไทยร่วมด้วย

ระหว่างเบรก จะมีโฆษณารณรงค์ลดการใช้พลังงานในรูปแบบต่างๆ โดยดาราฮอลลีวูดเป็นพรีเซนเตอร์ ตั้งแต่ตื่นเช้ามาชงกาแฟ ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น ถอดปลั๊กก่อนขณะที่กำลังร้อนอยู่ ,
พูดโทรศัพท์มือถือขณะชาร์ตแบตไปด้วย เสร็จแล้วค่อยดึงปลั๊กออก (อันนี้ไม่ค่อยเก็ท) , ใช้จักรยานแทนรถในวันสบายๆ , จะใช้รถก็หมั่นเช็คลมยางให้พอดี,
แยกขยะแต่ละประเภท หรือแม้กระทั่ง เอากระถางต้นไม้เล็กๆมาวางข้างๆ เพื่อให้รู้สึกสบายอารมณ์ และอีกหลากหลายวิธี.....

ผมดูแล้วเดินไปปิดไฟนอกบ้านเพราะมันเช้าแล้ว (ว่าจะติดphoto switchซะที) ถอดปลั๊กอีก2-3จุดที่ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว เป็นสิ่งเล็กๆที่ช่วยโลกได้
ตกดึกอารมณ์ยังกรุ่นๆอยู่ เลยหยิบสมุดจดออกมาเขียนว่า ในฐานะของคนออกแบบตกแต่งภายในคนหนึ่ง เราสามารถช่วยลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็นได้อย่างไรบ้าง
ต้องอาศัยสิ่งใด เพราะมันมันต้นเหตุมาจากไหน ถ้าไม่ทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร ความคิดแล่นไปขนาดที่ว่า ต่อไปนอกจากสถาปัตยกรรมจะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์แล้ว
จิตสำนึกต่อผลกระทบเรื่องโลกร้อนนี้จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ด้วยเช่นกัน ทำให้เราต้องออกแบบเพื่อลดภาวะนี้ได้อย่างไร และเพื่อสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปสำหรับอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างไรบ้าง

นอกเหนือจากเนื้อหาที่ถูกสอนในบทเรียน ประสบการณ์ออกแบบจริง และข้อมูลทางสื่อมากมาย ผมยังคิดอยู่เรื่อยๆถึงผลกระทบ วิธีแก้ฯลฯ และพยายามเอามาใช้ในการออกแบบมากขึ้น
แม้อาจจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างมากนัก และต้องใช้ผู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย เพื่อให้เกิดผลจริง แต่ผมก็ขอเริ่มแล้วหละครับ เพราะจะว่าไปเราก็คือบุคคลหัวแถวของการเกิดภาวะโลกร้อนคนหนึ่งไม่ใช่หรือครับ
thanongsakr
มันก็คงไปกะเกณฑ์คนอื่นเค้าไม่ได้ ก็ทำเท่
มันก็คงไปกะเกณฑ์คนอื่นเค้าไม่ได้ ก็ทำเท่าที่ทำได้นั่นแหละครับ..
sor
โครงการผ้าไม่รีด<br> <br> ฟังดูเพี้ยนๆ แ
โครงการผ้าไม่รีด

ฟังดูเพี้ยนๆ แต่ทำได้น่าจะดีมากกกกกกกกก
เริ่มจากชุดนักเรียนก่อน.....นักเรียนทั้งประเทศนะครับ ไม่น้อยแน่ๆ
แต่ผ้าเสื้อกางเกงแบบเดิมอาจรับกันไม่ได้ถ้าไม่รีด ผมก็เลยว่าน่าเปลี่ยนผ้าด้วย อาจเป็นผ้าฝ้าย ผ้ายืด ที่ไม่ต้องรีดก็เรียบร้อย พอเหมาะพอควรแก่การคนจิตอ่อนว่าผ้าไม่เรียบ จะเป็นเด็กไม่ดี

พูดไปใครจะเชื่อ ต้องมีตัวเลขประกอบ( แม้ตัวเลขมั่วๆบ้าง ดูไม่เป็น ดูไม่ทัน ก็ไม่เป็นไร ขอให้มีตัวเลขมีกราฟไว้ก่อน ...เหมือนอัลกอร์)

สำรวจว่านักเรียนไทยมีกี่คนรีดผ้ากี่วันกี่นาที/ปี ใช้ไฟฟ้าเท่าไหร่ ปีละเท่าไหร่บาท ( ปีละเท่าไหร่ อาจดีกับคนทั่วไป ที่ไม่ต้องรีดผ้า ได้ประหยัดค่าไฟ.....กระทบกับตัวเอง ก็จะชอบใจ......คือบอกให้ปลูกต้นไม้หรือใช้ถุงผ้า ไม่ใช่ไม่ดีหรือผมไม่เห็นด้วย แต่ชาวบ้านอาจไม่เห็นด้วยว่าได้อะไรกับตัวมากนัก แถมเสียตังค์ด้วย )

แต่ถ้าในแง่เรารณรงค์ ก็จะเห็นว่าประหยัดไฟฟ้า พลังงาน น้ำมัน โลกร้อนฯลฯ ได้
.................คือ วินๆทั้งชาวบ้านและคนรณรงค์

ต่อมา ถ้าต้องเปลี่ยนเนื้อผ้า อาจต้องไปแก้กติกากระทรวงศึกษาฯ ....อาจจะยาก พวกขายชุดนักเรียนอาจต้าน ( เหมือนห้ามทานเหล้า คนผลิตเราโวย ) แต่ก็บอกไปว่า ก็มาขายชุดนักเรียน แบบผ้าใหม่ๆนี่แหละ

แค่นี้ก่อนนะครับ