home | link | webboard | job | sitemap |

การต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

76 posts / 0 new
Last post
thawita@gmail.com
การต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

เรื่องที่รายงานสมาชิกสมาคมสถาปนิกสยามฯ

 

                เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2552 มีการประชุมใหญ่สามัญสภาสถาปนิกประจำปี 2552 ในวาระของการประชุมมีเรื่องสำคัญในการประกอบวิชาชีพอยู่ 2 เรื่อง เพื่อพิจารณาให้ที่ประชุมใหญ่เห็นชอบคือ

1.  ร่างข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมแต่ละระดับ  การออกใบอนุญาต  การต่อใบอนุญาต  อายุใบอนุญาต  การออกใบแทนใบอนุญาต  และการออกหลักฐานรับรองการได้รับใบอนุญาต พ.ศ. ......

2.  ร่างข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องของผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมที่เป็นบุคคลธรรมดา

ในการพิจารณาร่างข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ มีปัญหาในเรื่องของความหมายข้อบังคับของหมวดที่ 4  ปริมาณและคุณภาพของงาน ข้อ 11 (1) (2) (3)(4) (5)  ข้อ 12 วรรคท้าย  และข้อ 13 (1)(2)(3)(4)  และถ้อยคำในวรรคท้าย  จึงมีถ้อยคำที่สับสนไม่ชัดเจน

ที่ประชุมลงมติรับร่างไปโดยคณะกรรมการสัญญาจะปรับปรุงถ้อยคำในข้อดังกล่าวให้ชัดเจน

ส่วนในร่างที่ 2  ที่ว่าด้วยข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยการพัฒนาวิชาชีพนั้น  มีการรวบรัดการลงมติโดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนของการเสนอร่างข้อบังคับที่จะต้องพิจารณาหลักการและเหตุผล  รวมทั้งผู้ลงมติเห็นชอบประกอบด้วยคณะกรรมการและอนุกรรมการที่เข้าร่วมประชุมเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด  ในการอภิปรายถกเถียงกันในเรื่องของการพัฒนาวิชาชีพ  ที่เป็นปัญหาเริ่มตั้งแต่ปัญหาการต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  ตั้งแต่ข้อ 12 (1) (2)(3)(4)  ของร่างข้อบังคับ ที่มีหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้ 

(1)  สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่ต้องการต่ออายุใบอนุญาตจะต้องได้รับหน่วย พวต. ไม่น้อยกว่า 60 หน่วย

ในกรณีที่ใบอนุญาตหมดอายุแล้วไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับจากวันที่ยื่นคำร้องขอต่ออายุใบอนุญาต  นอกจากจะต้องได้รับหน่วย พวต. ตามวรรคก่อนแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องได้รับหน่วย พวต. เพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1 หน่วยต่อทุกระยะเวลาสามสิบวันนับตั้งแต่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือตั้งแต่ต่ออายุใบอนุญาตครั้งก่อนด้วย  เศษของสามสิบวันถ้าเกินยี่สิบวันให้คิดเป็นสามสิบวัน

(2)  สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่ต้องการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพระดับสามัญสถาปนิก หรือระดับวุฒิสถาปนิก ต้องได้รับหน่วย พวต. เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 12 หน่วยต่อปี นับตั้งแต่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมระดับภาคีสถาปนิก หรือระดับสามัญสถาปนิก แล้วแต่กรณี หรือตั้งแต่ต่ออายุใบอนุญาตครั้งก่อน

(3)  หน่วย พวต. ที่ต้องการตาม (1) หรือ (2) ไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนหน่วย พวต. ที่ต้องการทั้งหมด  ต้องได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม พวต. ที่มีเนื้อหาสาระซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิชาชีพสถาปัตยกรรมในสาขาของตน ตามที่คณะกรรมการกำหนด

(4)  ผู้ประกอบวิชาชีพอาจสะสมหน่วย พวต. ได้มากที่สุดไม่เกิน 20 หน่วยในแต่ละปี

       การนับปีที่มีการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง  ให้นับตามปีของอายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพแต่ละคน (มิได้นับตามปีปฏิทิน)

(5)  การเริ่มนับหน่วย พวต. ให้เริ่มนับเมื่อได้รับใบอนุญาตใหม่ หรือเมื่อต่ออายุใบอนุญาตทุกครั้ง

 

ข้อ 16  ผู้ประกอบวิชาชีพที่ขอต่อใบอนุญาตโดยไม่ยื่นหลักฐานการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องหรือได้รับหน่วย พวต. ไม่ครบตามที่กำหนดในข้อบังคับ สภาสถาปนิกจะยังไม่ต่ออายุใบอนุญาต หรือออกใบอนุญาตให้จนกว่าผู้ประกอบวิชาชีพจะยื่นหลักฐานให้ครบถ้วนและได้รับหน่วย พวต. ครบตามที่กำหนดในข้อบังคับฉบับนี้ เว้นแต่เป็นกรณีตามข้อ 17

 

ข้อ 17  ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพที่ประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาตโดยได้รับหน่วย พวต. ไม่ครบตามข้อ 12 (1) ผู้ประกอบวิชาชีพอาจยื่นคำขอรับใบอนุญาตซึ่งมีอายุคราวละหนึ่งปี โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

                (1)  ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องได้รับหน่วย พวต. ไม่น้อยกว่า 18 หน่วย  และไม่เกินที่กำหนดตามข้อ 12 (4) ในระหว่างอายุใบอนุญาตแต่ละปี

                (2)  ผู้ประกอบวิชาชีพจะสามารถยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตซึ่งมีอายุคราวละห้าปีได้เมื่อได้รับหน่วย พวต. แล้วไม่น้อยกว่า 6 หน่วยในระยะเวลาห้าปีย้อนหลังจากวันที่ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาต

                ในกรณีที่จะได้หน่วย พวต. นี้ ขอย้อนกลับไปที่คำจำกัดความดังนี้ 

หน่วย พวต. หมายความว่า หน่วยคะแนนที่คณะกรรมการสภาสถาปนิกรับรองหรือให้ความเห็นชอบสำหรับกิจกรรม พวต.

และข้อบังคับ

ข้อ  5  ผู้จัดกิจกรรม พวต. ได้แก่ สถาบัน องค์กรหรือหน่วยงาน ดังต่อไปนี้

            (1)  สภาสถาปนิก

            (2)  องค์กรหรือสมาคมทางวิชาชีพที่คณะกรรมให้ความเห็นชอบ

            (3)  สถาบันการศึกษาในระดับอุคมศึกษาที่มีการสอนหลักสูตรสถาปัตยกรรมซึ่งได้รับการรับรองปริญญา  อนุปริญญา  ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตร และคณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

            (4)  หน่วยงานของรัฐที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

            (5)  สถาบัน  องค์กร หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

 

ข้อ 6  ผู้จัดกิจกรรม พวต. ต้องเสนอแผนกิจกรรมเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายการกิจกรรมและกำหนดหน่วย พวต. ให้ ก่อนการเริ่มต้นกิจกรรมไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน

ข้อ 7  กิจกรรม พวต. อาจอยู่ในขอบข่ายกิจกรรม ดังต่อไปนี้

                (1)  การเข้าร่วมหลักสูตรหรือกิจกรรมอันได้แก่ การบรรยาย การฝึกอบรม ประชุมสัมนา การศึกษาดูงาน หรือการอื่นในทำนองเดียวกัน ที่จัดโดยผู้จัดกิจกรรม พวต. และสภาสถาปนิกให้ความเห็นชอบ

                (2)  เป็นวิทยากรในหลักสูตรหรือกิจกรรมตาม (1)

                (3)  เขียนบทความทางวิชาการที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวิชาชีพสถาปัตยกรรม และได้รับการเผยแพร่ในวารสาร ในที่ประชุมวิชาการ หรือทางสื่อสาธารณะอื่น

                (4)  แต่งหนังสือหรือตำราทางวิชาการที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวิชาชีพสถาปัตยกรรมและได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่

                (5)  เสนอผลงานวิจัยหรือผลงานทางวิชาการด้วยตนเองต่อที่ประชุมวิชาการ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวิชาชีพสถาปัตยกรรม

                (6)  สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรซึ่งได้รับการรับรองโดยสภาสถาปนิก หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด

                (7)  เป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงานทางวิชาการหรือทางวิชาชีพในสภาสถาปนิก หรือในองค์กรหรือสมาคมทางวิชาชีพตามข้อ 5 (2)

                (8)  การเป็นครูพี่เลี้ยง หรือครูฝึกหัดในระบบสถาปนิกฝึกหัด

                (9)  ประเภทกิจกรรมอื่นๆ ดังต่อไปนี้

                       (ก)  การเป็นผู้แทนของสภาสถาปนิกหรือขององค์กรหรือสมาคมทางวิชาชีพ ตามข้อ 5(2) เพื่อร่วมพิจารณาในหัวข้อทางวิชาการหรือทางวิชาชีพ

                       (ข)  การศึกษาด้วยตนเองทางวารสารหรือทางอินเทอร์เน็ตในกิจกรรมที่จัดโดยผู้จัดกิจกรรม พวต. และคณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

                       (ค)  การเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสภาสถาปนิก หรือขององค์กรหรือสมาคมทางวิชาชีพ ตามข้อ 5 (2)

                       (ง)  การเข้าร่วมกิจกรรมบริการสังคมอื่นๆ ที่เป็นการจรรโลงวิชาชีพ

                       (จ)  ประเภทกิจกรรมอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นชอบประกาศกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง

 

ประเด็นที่เสนอให้ที่ประชุมนี้พิจารณาคือ

1.  ประเด็นเรื่องสิทธิ

                การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะได้สิทธิในการประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายบัญญัติควบคุมไว้  เมื่อได้สิทธิในการประกอบวิชาชีพโดยปกติ  ภายใต้กฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพนั้นๆ และภายใต้กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งการที่จะต้องขอปรับระดับคุณสมบัติในการประกอบวิชาชีพเป็นลำดับนั้น ควรหรือไม่ที่จะต้องขออนุญาตการต่อระยะเวลาประกอบวิชาชีพ  โดยต้องแสดงหลักฐานการทำกิจกรรมอื่นเพื่อแสดงว่า  ผู้ประกอบวิชาชีพนั้นพัฒนาวิชาชีพเพิ่มเติม  ทั้งที่ผู้ประกอบวิชาชีพนั้นก็ได้ประกอบวิชาชีพหรือให้บริการวิชาชีพนั้นมาโดยตลอด  แต่หากมิได้เข้าร่วมกิจกรรมที่คณะกรรมการกำหนดจะหมดสิทธิ์ในการต่อใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพอื่นนั้นเป็นการสร้างภาระและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพหรือไม่

 

 

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 43 บัญญัติไว้ดังนี้

                มาตรา 43  บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

            การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ  การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค  การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน      การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ  การคุ้มครองผู้บริโภค  การผังเมือง  การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม  สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

 

                ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามวรรคสอง  (ที่ขีดเส้นใต้ไว้)  การขออนุญาต  การขอเลื่อนขั้นคุณสมบัติในการประกอบวิชาชีพก็สมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว  การที่จะเพิ่มเติมขั้นตอนและรายละเอียดหลักฐานการขอต่ออนุญาตใบประกอบวิชาชีพจึงเป็นการเกินความจำเป็นและเกินไปกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด

          ประเด็นในเรื่องนี้อีกก็คือ  สิทธิการประกอบวิชาชีพที่ได้รับตามกฏหมายที่บัญญัติไว้นั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน  สิทธิติดตัวที่เพิกถอนมิได้  นอกจากผู้ได้สิทธินั้นกระทำผิดเงื่อนไขของการมีสิทธิ  หรือได้รับสิทธินั้นๆ  การจะเพิ่มกฏเกณฑ์ของข้อบังคับให้ต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว

                การจะพัฒนาวิชาชีพไม่ว่าโดยประการใดและแม้ถึงการปฏิบัติตาม ข้อ 7  ของร่างข้อบังคับนี้เป็นสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพที่จะพัฒนาตนเองหรือไม่  การออกข้อบังคับดังกล่าวจึงเป็นการออกข้อบังคับที่ก่าวก่ายสิทธิเสรีภาพของบุคคล  และเป็นการกีดกันทางวิชาชีพ

 

2.  ประเด็นปัญหาเรื่องของการปฏิบัติ

1.  พิจารณาจากข้อบังคับข้อที่ 5  ที่กำหนดผู้จัดกิจกรรมเป็นผู้ใดนั้น  และเมื่อรวมทั้งข้อที่ 6  ที่ผู้จัดกิจกรรม พวต. ต้องเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนล่วงหน้าถึง 45 วัน  ถ้าผู้จัดกิจกรรมนั้นไม่ได้เสนอแผนกิจกรรมต่อคณะกรรมการผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมก็จะมิได้รับหน่วย พวต.

                ขณะเดียวกันการจะออกหนังสือสำคัญรับรองการเข้าร่วมกิจกรรม พวต. ก็จะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของผู้จัดกิจกรรมและผู้ร่วมกิจกรรมจะต้องจัดทำหลักฐานร่วมกัน  ย่อมสร้างภาระและปัญหาในทางปฏิบัติให้สับสนยิ่งขึ้น

                2.  ประเด็นความไม่ชัดเจนและขัดแย้งกันในตัวข้อบังคับและในการปฏิบัติตามข้อที่ 5  และข้อที่ 8  ที่อ้างอิงกิจกรรมตามข้อ 7 คือ กรณีที่ให้คณะอนุกรรมการเป็นผู้พิจารณารับรองกิจกรรม พวต. ตามข้อ 7 (3) (4) (5) (9) หรือ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

                กิจกรรมตามข้อ 7 (3) (4) (5) (9) นั้น  จะเป็นกิจกรรมที่มิได้อยู่ในหลักเกณฑ์ตามข้อบังคับข้อ 5 เรื่องผู้จัดกิจกรรม

                3.  พิจารณาในเรื่องข้อ 7 ใน (7) (9) (ก) (ค) (ง) มิได้เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพทางใด

                ข้อสังเกตุสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ     ความเกี่ยวเนื่องจากการลงนามในการจัดเตรียมการยอมรับร่วมกันของอาเซียนด้านการบริการสถาปัตยกรรม  ซึ่งได้ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และส่งผ่านถึงสภาสถาปนิก  ที่สภาสถาปนิกมิได้เผยแพร่เรื่องนี้ให้สมาชิกของสภาทราบถึงสาระและความสำคัญ   (ตรวจสอบไม่พบใน website  ของสภา)

                เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของการเปิดเสรีทางวิชาชีพสถาปัตยกรรมในหมู่ประเทศอาเซียน  สาระสำคัญของการเปิดเสรีวิชาชีพนี้ก็คือ การจดทะเบียนเป็นสถาปนิกอาเซียน กำหนดไว้ในมาตรา 3 ของการจัดเตรียมการยอมรับร่วมกันดังกล่าว คือ ข้อ 3.1  คุณสมบัติอันเป็นที่ยอมรับของการเป็นสถาปนิกอาเซียน (AA)  (ซึ่งเป็นเรื่องของการสมัครใจ)   โดยเฉพาะในคุณสมบัติ   ข้อ 3.14 ความว่าปฏิบัติตามนโยบายการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง (CPD)  ของประเทศถิ่นกำเนิดในระดับน่าพอใจ

                สิ่งที่เกี่ยวเนื่องสำคัญก็คือ  การจะไปหรือจะรับหรือได้รับข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวพันกับวิชาชีพสถาปัตยกรรม  โดยสมาชิกทั้งสภาและสมาคมมิได้รับรู้รับทราบเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง

                ดังนั้น เมื่อสภาสถาปนิกนำร่างบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องมาบังคับใช้โดยมิได้สอดคล้องและสมัครใจของบรรดาสมาชิกจึงไม่ถูกต้อง

                ในกรณีที่สถาปนิกทั้งหลายที่ปฏิบัติวิชาชีพโดยตรงในงานทางสถาปัตยกรรม ตั้งแต่งานวางผัง ออกแบบ ควบคุมงาน ฯลฯ ไปจนถึงการตรวจสอบอาคารมาโดยตลอดเวลาแต่หากมิได้ผ่านกิจกรรม พวต. ตามข้อ 7 ของข้อบังคับดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ต่อทะเบียนประกอบวิชาชีพ  จึงเป็นการรอนสิทธิโดยเปิดเผย  การกล่าวอ้างว่าหากไม่มีการพัฒนาวิชาชีพดังกล่าวจะทำให้สถาปนิกผลิตงาน   ไม่มีคุณภาพจึงเป็นเหตุผลอันเกินเหตุ  เป็นการใช้อัตวิสัยมาตัดสินบุคคลอื่น 

อีกประการหนึ่งการไม่ต่อใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพโดยอ้างการขาดการพัฒนาวิชาชีพในวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดนี้ มีลักษณะเป็นการกีดกันทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพในประเทศ  มากกว่าเป็นการป้องกันการประกอบวิชาชีพ

ในกรณีที่มีความเห็น  ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้วไม่ปฏิบัติวิชาชีพมาโดยตลอด  ตัวอย่างเช่น  ไม่ประกอบวิชาชีพมาไม่น้อยกว่า  5  ปี  หากให้ต่อใบอนุญาตโดยไม่แสดงหลักฐานการประกอบวิชาชีพ  หากไปปฏิบัติวิชาชีพ  อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวมได้นั้น  ในประเด็นนี้ขอโต้แย้งว่า  การปฏิบัติวิชาชีพของผู้ถือใบประกอบวิชาชีพ  ต้องปฏิบัติภายใต้กฏหมายอื่น  เช่น  พรบ.ควบคุมอาคาร  หรือพระราชบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง  อันเป็นพระราชบัญญัติที่บัญญัติขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปแล้ว  ยังมีบทบัญญัติ  กฏกระทรวง  ตลอดจนข้อบัญญัติต่างๆที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยเคร่งครัด  การกำหนดให้ผู้ได้ใบกระกอบวิชาชีพต้องทำกิจกรรม  พวต.  จึงเป็นการใช้ความคิดที่เรียกว่า  อัตวิสัย  มากำหนดพฤติกรรมของบุคคลอื่น  จึงไม่ถูกต้อง

กระผมจึงขอให้สมาชิกสมาคมสถาปนิกสยาม ฯ  สมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยกัน เช่นเดียวกับที่สมาคม ได้เคยแสดงความเห็นขัดแย้ง คัดค้าน ร่างกฎกระทรวงควบคุมวิชาชีพที่ได้กระทำมาแล้ว  และเรื่องนี้กระผมได้เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ทราบแล้ว  และเห็นว่าควรจะเผยแพร่ให้มวลสมาชิกซึ่งจะมิผลกระทบต่อการประกอบวิชาชีพในฐานะสถาปนิกธรรมดาต่อไป

                บทความในตอนนี้อาจจะยาวไป  แต่ขอความกรุณาอ่านเพื่อความเข้าใจเพราะเป็นเรื่องสำคัญของการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม

 

                                                                                     ชวพงศ์  ชำนิประศาสน์    952

ม่...ครับ
กระผมสรุปสั้นๆ

กระผมสรุปสั้นๆ ได้ความประมาณว่า :

 

...มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ...ประกอบวิชาชีพ...แต่ไม่ร่วมกิจกรรม ดังในข้อ 7...จะไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้...

Tankau
ขอบคุณพี่ปุ๊จริงๆ....เห็นด้วย

ขอบคุณพี่ปุ๊จริงๆ....เห็นด้วยอย่างยิ่ง

tarkoon
เท่าที่อ่านมายังไม่แน่ใจครับว

เท่าที่อ่านมายังไม่แน่ใจครับว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่

 

ถ้า CPD ที่เขียนมาหมายถึงการเข้าร่วมกิจกรรมตาม ข้อ 7 แล้วไม่ได้ประกอบวิชาชีพทั้งทางด้านออกแบบ ควบคุมงาน หรืองานอื่น ๆ ที่เข้าข่ายเป็นการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม จะสามารถต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้หรือไม่

 

ในทางกลับกัน ถ้าไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมใค ๆ ตาม ข้อ 7 แต่ประกอบ วิชาชีพทั้งทางด้านออกแบบ ควบคุมงาน หรืองานอื่น ๆ ที่เข้าข่ายเป็นการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม แต่ต่อใบอนุญาตไม่ได้ แบบนี้ผมเข้าใจถูกต้องไหม ถ้าใช่ คงเป็นเรื่องแปลกแน่นอนและผมขอคัดค้านครับ ไม่ทราบว่าเราจะต้องปฏิบัติตามเลยหรือไม่ และจะแสดงข้อคัดค้านอย่างไรครับ

 

ขอขอบคุณ อ.ชวพงศ์ ที่นำบทความมาเผยแพร่ครับ

CHANT
พวต.

พวต. แปลว่า...พัฒนาวิชาชีพ(ให้)แตก(แยก)...ครับ

aht7
อ่านแล้วรู้ศึกการทำงานด้านวิช

อ่านแล้วรู้ศึกการทำงานด้านวิชาชีพนี้จะยากขึ้นไปอีก(ค่าตอบแทนวิชาชีพก็น้อยอยู่แล้ว)และสงสารเด็กรุ่นหลังๆๆที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาชีพนี้โดยเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ตนเองไม่เคยรู้มาก่อนโดยที่การประชาสัมพันธ์และการแนะแนวกับสถานศึกษาค่อนข้างน้อยจนทำให้กฎหมายตัวนี้ออกมาโดยที่ทุกคนไม่มีการคัดค้านและสุดท้ายกลายเป็นทุกคนต้องปฏิบัติตามไปโดยปริยายขอค้ดค้านเช่นกันครับ

winyou
winyou's picture
พี่ปุ๊ก กลับมาเล่นเว็บบอร์ดแล

พี่ปุ๊ก

กลับมาเล่นเว็บบอร์ดแล้วหรือครับ

 

ยินดีตอนรับกลับบ้านครับ

 

วิญญู

atch
ของเดิม

ของเดิม ถึงแม้จะไม่ได้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมอย่างต่อเนื่อง ก็ยังขอต่อใบประกอบวิชาชีพได้อยู่นิครับ คงเป็นคนละประเด็นกันกับ CPD ไม่งั้นถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่มีงานทำกัน มันจะยุ่งนะครับ เดี๋ยวจะมีสถาปนิกเด็ก ๆ หางานไม่ได้ พลอยถูกตัดสิทธิ์ประกอบวิชาชีพไปด้วย แต่จริง ๆ แล้วขอบข่ายการประกอบวิชาชีพตามกฎกระทรวงมันก็กว้างขึ้นนะครับ ทำงาน Facility Management งานบริหารการก่อสร้าง หรืองานที่ปรึกษาก็ถือเป็นการประกอบวิชาชีพ จึงไม่น่าห่วง

 

ผมว่าการที่จะยืนยันว่ายังประกอบวิชาชีพอยู่มันง่ายกว่าการยืนยันว่าเข้าร่วมกิจกรรม CPD มั๊ง เขาถึงไม่อยากไปพูดถึงการไม่ประกอบวิชาชีพ (แต่เข้าร่วมสัมมนา) แล้วได้ต่อใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งดูจะขัดกับความเป็นจริงของการประกอบวิชาชีพที่ต้องอาศัยทักษะ และประสบการณ์

 

ลองดู ถ้าเศรษฐกิจมันแย่มาก ๆ ซึมยาว 4-5 ปี สถาปนิกหางานไม่ได้ มันไม่ดีกว่าหรือที่จะให้เขามานั่งอบรมสัมมนา หาความรู้ หรือแม้แต่ทบทวนความรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นวิชาการมาก ๆ เป็นในแง่ระดมความคิดเห็นทางวิชาชีพก็ได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับประกอบวิชาชีพต่อเวลาเศรษฐกิจมันกลับมาดีอีกครั้ง

 

 

สิ่งหนึ่งที่เห็นด้วยกับพี่ปุ๊มาก ๆ เลย ก็คือ การที่สภาไปทำข้อตกลงกับนานาชาติ เรื่องรายละเอียดที่ต้องมีสำหรับการเปิดวิชาชีพเสรี โดยไม่เปิดประชุมวิสามัญถามความเห็นสมาชิกเลย หรือไม่ได้แจ้งให้รับรู้เลย นั้นไม่น่าจะเหมาะสม มีใครในนี้รู้บ้างไหมว่าสภาไปตกลงกับเขาแล้วว่าประเทศไทยจะเปิดเสรีแบบ Local Collaboration !!! หมายความว่าหากเราจะออกไปรับงานในต่างประเทศ สถาปนิกไทยจะเจออุปสรรคสำคัญอันนึงคือ ไม่สามารถรับงานกับเจ้าของชาวต่างชาติได้โดยตรง ต้องหาบริษัท Local ของประเทศนั้น มาร่วมทีมด้วย !! อาจจะดูเหมาะสม แต่ทำไมไม่แจ้งสมาชิกได้รับรู้ ไม่มีประชุมวิสามัญ ในเรื่องสำคัญระดับนี้

 

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์
  ทีเด็ดและปัญหาของวงการวิชา

 

ทีเด็ดและปัญหาของวงการวิชาชีพเราอยู่ตรงนี้ครับ.....

 

"ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยการพัฒนาวิชาชีพนั้น  มีการรวบรัดการลงมติโดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนของการเสนอร่างข้อบังคับที่จะต้องพิจารณาหลักการและเหตุผล  รวมทั้งผู้ลงมติเห็นชอบประกอบด้วยคณะกรรมการและอนุกรรมการที่เข้าร่วมประชุมเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด  ในการอภิปรายถกเถียงกันในเรื่องของการพัฒนาวิชาชีพ....."

 

ถ้าไม่มีคนไปประชุม .... "นิติอักษรศาสตร์" ก็ก้าวล้ำความถูกต้องไปได้ง่ายๆ 

 

แล้วจะทำยังไงดีเอ่ย..... ก็บ่นๆกันไปในเวปบอร์ด..... แค่นี้หรือ ?

looknarm
 [web สภา มี virus ค่ะ

 [web สภา มี virus ค่ะ ขอเอารูปออกก่อน]

เอาภาพท่านปุ๊และบรรยากาศการประชุมสภาฯอย่างเคร่งเครียด มาฝากจาก website สภาค่ะ... 

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

thawita@gmail.com
  สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเสนอประเ

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเสนอประเด็นศึกษาทางข้อกฎหมาย   สัปดาห์นี้ผมจึงเสนอความเห็นเพิ่มเติม ตามข้อเท็จจริง
 
วัตถุประสงค์ของสภาสถาปนิกในการพัฒนาวิชาชีพ คือ การส่งเสริมให้สถาปนิกไทยพัฒนาความรู้ความสามารถเข้าสู่การแข่งขันอย่างเสรีและเท่าเทียมกับผู้อื่น
 
1.   เพื่อให้เกิดความเป็นเสรีก็ต้องไม่มีกฎเกณฑ์บังคับ การที่สภาสถาปนิกออกข้อบังคับให้สถาปนิกต้องเข้าสู่ระบบการพัฒนาวิชาชีพจึงเป็นการบังคับ ย่อมขัดต่อความเป็นเสรี
 
2. สภาสถาปนิกมีวัตถุประสงค์จะส่งเสริมการประกอบวิชาชีพในการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพคือ การเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถในการประกอบวิชาชีพ ต้องเป็นความสมัครใจอันเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล การออกข้อบังคับให้ทุกคนต้องเข้ารับการพัฒนาวิชาชีพตามวิธีทางที่สภาฯ กำหนดจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยสมัครใจ ย่อมขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล
 
3. การพัฒนาวิชาชีพย่อมเป็นหนทางและวิถีทางของผู้ประกอบวิชีพจะเลือกหนทางนั้น มีหนทางอยู่มากมายในการพัฒนาวิชาชีพ ดังนั้นการจะพัฒนาวิชาชีพในวิถีทางหรือวิธีการที่สภาสถาปนิกกำหนดจึงเป็นวิธีการที่คับแคบ ไม่อาจพัฒนาวิชาชีพไปสู่ความเป็นเสรีภาพ
 
4. การเลือกจะพัฒนาวิชาชีพที่มีหลายแนวทางนั้น ขึ้นอยู่กับสถาปนิกนั้นจะเลือกและกำหนดแนวทางการพัฒนาวิชาชีพ แต่สภาจะกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเพื่อพัฒนาวิชาชีพไปสู่ความเป็นสถาปนิกอาเซียน เป็นแนวทางที่บีบบังคับความเป็นเสรีชนและเสรีภาพในการเลือกการพัฒนาวิชาชีพในแนวทางที่สภาฯ กำหนดจึงเป็นแนวทางของความคับแคบและบีบบังคับให้สถาปนิกผู้ประกอบวิชาชีพพัฒนาวิชาชีพของตนไปในแนวทางเดียวกันย่อมขัดขวางความเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล
 
5. การไม่ต่อทะเบียนการประกอบวิชาชีพเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของสภาสถาปนิกดังกล่าว เป็นการตัดสิทธิการประกอบอาชีพโดยสุจริตอย่างไม่เป็นธรรม เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ อันเป็นการลดจำนวนสถาปนิกไทยผู้ที่ประกอบวิชาชีพอยู่โดยไม่สมควร
 
6. การต่อใบอนุญาตและกำหนดระยะเวลาในการต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ผู้ขอต่อใบอนุญาตยืนยันว่าผู้นั้นยังคงมีสิทธิและใช้สิทธิในการประกอบวิชาชีพโดยมิได้ถูกเพิกถอนการประกอบวิชาชีพต่ออย่างใด การนำเอาข้อบังคับว่าด้วยการพัฒนาวิชาชีพมาเป็นเหตุผลของการขอต่อทะเบียนการประกอบวิชาชีพ จึงขัดต่อวัตถุประสงค์และนำไปสู่การตัดสิทธิ์การประกอบวิชาชีพ
 
7. ข้อเสนอแนะ
            ในการพัฒนาวิชาชีพก็คือการพัฒนาสติปัญญาของผู้ประกอบวิชาชีพการพัฒนาสติปัญญานั้นมีหนทางอยู่ 3 วิธีการหรือหลักการคือ
            - สุตมัยปัญญา คือ ความรู้จากการได้ยินได้ฟัง
            - จินตมัยปัญญา คือ ความรู้จากการวิเคราะห์ วิจัย เรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ชัดเจน
            - ภาวนามัยปัญญา คือ ความรู้จากทำให้มาก ทำให้ชำนาญ หรือเรียกอีกทางหนึ่งว่า แจ้งประจักษ์เป็นความรู้จากความเป็นจริง เห็นจริง และทำจริง
            ดังนั้น ในวิธีการของการแสวงหาความรู้หรือการพัฒนาวิชาชีพนั้นก็จะดำเนินไปตามหลักการของการแสวงหาปัญญาดังกล่าว
            วิธีการที่สภาสถาปนิกกำหนดจึงไม่ครอบคลุมหลักเกณฑ์ของการพัฒนาได้ รวมทั้งไม่ถูกต้องกับวิธีการของการพัฒนาวิชาชีพ และเมื่อตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่สภาสถาปนิกกำหนดแล้ว เห็นได้ว่าวิธีการที่กำหนดไว้ไม่อาจยืนยันได้ว่าจะมีการพัฒนาวิชาชีพได้จริง
            ประเด็นสุดท้าย หากสภาสถาปนิกมีวัตถุประสงค์จะพัฒนาวิชาชีพเพื่อให้สถาปนิกไทยมีศักยภาพเป็นสถาปนิกอาเซียนตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน ก็ขอให้กำหนดหลักเกณฑ์การพัฒนาวิชาชีพสำหรับสถาปนิกไทยที่ปรารถนาจะเป็นสถาปนิกอาเซียนเท่านั้น ไม่จำเป็นและไม่สมควรจะออกข้อบังคับให้สถาปนิกทั้งมวลต้องเป็นสถาปนิกอาเซียน
 
 
หมายเหตุ         มีคำถามว่าแล้วจะทำอย่างไรกันดี มีแต่บ่นๆ กันในเว็บบอร์ดอย่างนั้นหรือ
คำตอบ       นับจากวันนี้ไปหนึ่งเดือนถ้าทางสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างที่ท่านนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ รับปากไว้ในที่ประชุม ผมก็จะขอนัดประชุมพวกที่เห็นว่าข้อบังคับนี้มีปัญหาและอุปสรรคในการประกอบวิชาชีพที่อาษาเซ็นเตอร์ ตึกสยามดิสคอปเวอรี่ (ถ้าไม่ลำบาก กรุณาช่วยกระจายข่าวและขอให้ศึกษาข้อบังคับ CPD กันให้มากๆ จะได้ช่วยกันเขียนคัดค้าน) 
 
 
                                                                                                            ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์
SimplyBoy
คิดมากกันไปทำไมครับเขาให้เรีย

คิดมากกันไปทำไมครับเขาให้เรียนก็เรียนครับตัวผมเองไม่มีใบประกอบวิชาชีพติดเพราะสอบไม่ได้ยังไปเรียนไปอบรมมาหลายชั่วโมงแล้ว

สมาคมเปิดอมรมผมก็ไปทั้งๆที่ไม่ได้เอาไปต่อใบประกอบอะไรกับเขาเลยไปเรียนเพราะอยากได้ความรู้จะได้เพิ่มพูนความสามารถ

คิดมากกันไปทำไมมาปวดหัวเรื่องไม่มีงานทำดีกว่าผมว่า

 

SimplyBoy
ข้อแก้หน่อยครับ

ข้อแก้หน่อยครับ ไม่มีสิทธิ์สอบเพราะติดวุฒิการศึกษาตอน ปวส ครับ ไม่ใช่สอบไม่ได้

looknarm
เอาเกณฑ์มาตรฐานของวิชาชีพแพทย

เอาเกณฑ์มาตรฐานของวิชาชีพแพทย์ของแพทยสภามาฝากกันค่ะ...

ลองเอามาทำเป็น มาตรฐานสถาปนิก ดูก็ดีนะคะ

 

 

 

เกณฑ์มาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2545
ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องมีคุณสมบัติของสมาชิกแพทยสภาตามเกณฑ์ที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม 

พ.ศ.2525 หมวด 2 มาตรา 11 และพึงมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และมีความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ 

(Professional competencies) ดังต่อไปนี้
1. พฤตินิสัย เจตคติ คุณธรรม และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (Professional habits, Attitudes, Moral, and Ethics)
 
 
                  1.1 พฤตินิสัยในการทำงาน (work habits) และความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ
(1) ตรงต่อเวลา และรับผิดชอบต่อการนัดหมาย 

(2) รับผิดชอบต่อผู้ป่วยและงานที่ได้รับมอบหมาย 

(3) สามารถทำงานเป็นทีม 

(4) พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานและหาข้อยุติโดยสันติวิธี 

(5) สามารถวางแผน จัดระบบงาน และติดตามประเมินผล 

(6) รู้ขีดจำกัดความสามารถของตนเอง 

(7) ยอมรับข้อผิดพลาดของตนเองและพยายามแก้ไข 

(8) ยอมรับข้อผิดพลาดของผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือและแนะนำตามความเหมาะสม
1.2 รับผิดชอบในการให้ความจริงแก่ผู้ป่วย รักษาความลับ และเคารพในสิทธิของผู้ป่วย
            1.3 ปกป้องและพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย
            1.4 แสดงเจตคติที่ดีต่อการให้บริการสุขภาพแบบองค์รวมแก่ประชาชนทุกระดับ
            1.5 ปฏิบัติตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
            1.6 มีคุณธรรม และจริยธรรมที่เหมาะสมต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์
            1.7 ซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
 
2. ทักษะในการติดต่อสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพ (Communication and interpersonal skills) 

          ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพึงตระหนักถึงความสำคัญและมีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร 

          และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ประชาชนทั่วไป ผู้ร่วมงาน และบุคลากรทางสาธารณสุขอื่น ๆ
2.1     ตระหนักถึงปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการติดต่อสื่อสาร เช่น ภูมิหลังของผู้ป่วย 

            (การศึกษา ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อเรื่องสุขภาพ) พฤติกรรม และสภาวะทางอารมณ์ของผู้ป่วย ฯลฯ
2.2 สามารถใช้ภาษาท่าทาง (non-verbal communication) เช่น การแสดงท่าที การสบตา การสัมผัส ฯลฯ ได้อย่างเหมาะสม
2.3 มีทักษะในการฟัง รับฟังปัญหาของผู้ป่วย เข้าใจความรู้สึกและความวิตกกังวลของผู้ป่วย
2.4 ใช้ศัพท์ และภาษาพูดที่ผู้ป่วยเข้าใจได้ แสดงความเห็นอกเห็นใจ เอื้ออาทร ให้ความมั่นใจ และให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย
2.5 มีทักษะในการสัมภาษณ์และซักประวัติผู้ป่วย รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้ป่วยไม่ต้องการเปิดเผย เช่น ประวัติเพศสัมพันธ์ ฯลฯ
2.6 สามารถอธิบายกระบวนการรักษา ผลการตรวจวินิจฉัย ผลการรักษา การพยากรณ์โรค 

            ให้ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยเข้าใจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการแจ้งข่าวร้าย และ 

            การปฏิบัติในกรณีผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิตและกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว
2.7 สามารถโน้มน้าวให้ผู้ป่วยและญาติให้ความร่วมมือในการรักษาและดูแลตนเอง ให้สุขศึกษา ให้คำปรึกษาหารือ และให้คำแนะนำผู้ป่วยได้
2.8 บันทึกข้อมูลทางการแพทย์ เขียนใบรับรองแพทย์ ใบส่งต่อผู้ป่วย ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามความเป็นจริง และครบถ้วนสมบูรณ์
2.9 นำเสนอรายงานทางการแพทย์ และอภิปรายในที่ประชุมได้
2.10 มีทักษะในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์แก่บุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ และประชาชน
 
3. ความรู้พื้นฐาน
3.1 มีความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้งระดับพื้นฐาน (ภาคผนวก 3)และระดับคลินิก (ภาคผนวก 1)และ 

            สามารถค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปประยุกต์ในการตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษาผู้ป่วย 

            ตลอดจนวางแผนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
3.2 มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้
3.2.1 ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไทย
3.2.2 งานสาธารณสุขมูลฐาน เวชศาสตร์ชุมชน และเวชศาสตร์ครอบครัว
3.2.3 เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมในการทำเวชปฏิบัติ
3.2.4 หลักการด้านระบาดวิทยา ชีวสถิติ เวชสารสนเทศ (medical informatics) ระบาดวิทยาคลินิก และ 

                evidence-based medicine
3.2.5 งานบริหารและสังคมศาสตร์ 

                (1) หลักการบริหารงานทั่วไป และการบริหารงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข 

                (2) สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา และพฤติกรรมศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างเจตคติ และความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์และสังคม
3.2.6 หลักกฎหมายทั่วไป และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตลอดจนกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของแพทยสภา 

                และกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (ดูภาคผนวก 2)
 
4. ทักษะทางคลินิก (Clinical Skills) 

          มีความสามารถดังต่อไปนี้
4.1 สังเกตอากัปกิริยาของผู้ป่วย
4.2 ซักประวัติ และตรวจร่างกายผู้ป่วยอย่างเป็นระบบและถูกต้องแม่นยำ
4.3 รวบรวมข้อมูลจากประวัติ การตรวจร่างกาย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจพิเศษต่าง ๆ 

            เพื่อนำมาตั้งสมมุติฐานวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาของผู้ป่วย
4.4 เลือกใช้การตรวจโดยใช้เครื่องมือพื้นฐาน เครื่องมือพิเศษ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและความเหมาะสม
4.5 นำความรู้ทางทฤษฎี และหลักฐานต่างๆ มาประกอบการพิจารณาในการวินิจฉัยและบำบัดรักษาผู้ป่วย
4.6 ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ ตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันท่วงที
4.7 บันทึกเวชระเบียนอย่างถูกต้อง เป็นระบบ และต่อเนื่องโดยอาศัยแนวทางมาตรฐานสากล 

            (International Classification of Diseases, ICD)
4.8 ให้บริการสุขภาพผู้ป่วยแบบองค์รวม (holistic approach) ได้แก่ การตรวจวินิจฉัย บำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ 

            ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกาย จิตและสังคม ในสภาพที่เป็นปัจเจกบุคคล และ 

            ในสภาพที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและสังคม
4.9 ปรึกษาหารือผู้มีความรู้ความชำนาญ หรือส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาต่อได้อย่างเหมาะสม และทันท่วงที
 
5.ทักษะการตรวจโดยใช้เครื่องมือพื้นฐาน การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การทำหัตถการที่จำเป็น (Technical and Procedural skills) 

          มีความสามารถในการทำหัตถการและใช้เครื่องมือต่างๆ ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโดยรู้ข้อบ่งชี้ในการตรวจ 

          เข้าใจวิธีการตรวจ สามารถทำได้ด้วยตนเอง และแปลผลได้อย่างถูกต้อง และรู้จักการเตรียมผู้ป่วยเพื่อการตรวจวินิจฉัยนั้นๆ ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1
 
6. การพัฒนาความรู้ความสามารถทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Professional Development)
6.1 มีนิสัยใฝ่รู้ และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
6.2 แสวงหาความรู้และทักษะทางวิชาชีพเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทันความก้าวหน้าทางวิชาการ
6.3 มีความสามารถในการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
            (information technology) ในการหาข้อมูลใหม่ๆ
6.4 ติดตามและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาการของโลก
6.5 ตระหนักถึงความสำคัญของชีวเวชศาสตร์ (biomedical sciences) ระบาดวิทยาคลินิก
            evidence-based medicine และการวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพ ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในเวชปฏิบัติ
6.6 มีเจตคติในการพัฒนาคุณภาพงานอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง  

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์
 

  ในฐานะที่ท่านอาจารย์ลูกน้ำเป็น อาจารย์ และเป็น อดีตกรรมการสภาสถาปนิก พอจะออกความคิดเห็น (ความคิดเห็นคือความคิดเห็น เป็นสิทธิของอิสระชน และเสรีชน) .... พอจะออกความเห็น หรือให้คำแนะนำใดในเรื่องนี้บ้างไหมครับ

 

ถาม serious ไม่ได้ "ขุดหลุม" นะครับผม

looknarm
 [555 ไม่ประชุมสภาฯ

 [555 ไม่ประชุมสภาฯ แล้วให้มาอภิปรายข้างนอกเหรอคะ?]

 

ตอนอยู่ในสภาฯน่าจะมีคนอภิปรายมากกว่านี้ แต่เสียดายมีไม่กี่คนเองอ่ะค่ะ

"เป็นปัญหาของชาวเราค่ะ"

 

ไม่รู้เกี่ยวกับต่อใบอนุญาตหรือไม่ แต่การประชุมสภาฯเป็นการ exercise ประชาธิปไตยที่แท้จริค่ะ

หากไม่ไปเลือกตั้ง ไม่ไปใช้สิทธิ แต่ขอโวยอยู่ข้างนอก

ไม่น่าจะเป็น สิทธิของอิสระชน และเสรีชน ที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตยค่ะ

 

พรบ. สถาปนิก 2543 (ที่เป็นเสมือนรัฐธรรมนูญของชาวเรานะคะ) กำหนดให้พวกเราเข้าประชุมและโหวตออกกฎข้อบังคับมาบังคับตัวเอง

ถ้าไม่ประชุม ก็อ้างไม่ได้นะคะว่าข้อบังคับนั้นไม่ถูกไม่ดีอย่างไร

หรือหากประชุมแล้วแพ้โหวต ก็ต้องเคารพในเสียงนั้นค่ะ

 

ตอบ serious ค่ะ..

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

looknarm
 ปล. ข้อแตกต่างจากการคัดค้าน

 ปล. ข้อแตกต่างจากการคัดค้าน กฎกระทรวง



การออก กกท. นั้นทำโดยกระทรวงมหาดไทย ใช้บังคับกับประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งกระทรวง มท. ได้ขอให้สภาสถาปนิกไปยกร่างให้

ส่วนกระทรวง มท. จะใช้หรือไม่ใช้ร่างที่ยกมานั้นเป็นสิทธิ์ของท่าน ตามขั้นตอนการออก กกท.

สภาสถาปนิกและสมาชิกมีสิทธิ์ร้องเรียนได้ ในฐานะประชาชนไทย ร้องเรียนไปได้ที่กระทรวงฯว่าไม่เหมาะสมอย่างไร?

 

ส่วนข้อบังคับ CPD นั้น เป็นหน้าที่ของสภาและสมาชิกโดยตรงที่จะเข้าร่วมออก กฎระเบียบมาใช้กับตนเองและหมู่สมาชิกค่ะ

สามารถร้องเรียนได้ในการประชุมสภาค่ะ เช่น อาจขอให้เปิดประชุมวิสามัญอีกครั้ง

 

 

การคัดค้านจึงไม่เหมือนกัน คนละ channel กันนะคะ 

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

Tankau
ไม่อยากให้มีการโวยวายนอกสภา

ไม่อยากให้มีการโวยวายนอกสภา ดังนั้น..ข้อมูลข่าวสารที่สภาไปตกลงอะไรก็ตาม ที่มีผลกระทบกับมวลสมาชิกควรเปิดเผยและสอบถาม

 

ความเห็นเหล่าสมาชิก  อาจใช้ทางจดหมายเหมือนการเลือกตั้งกรรมการก็ได้ สมาชิกเป็นหมื่น...ถามว่า ที่ลงมติเห็นด้วยคิดเป็นกี่

 

เปอร์เซนต์จากสมาชิกทั้งหมด และถ้าจะเริ่มโต้แรงๆว่า ไม่เข้าประชุมไม่มีสิทธิโวยนอกสภา ไม่แรงไปหรือ?

 

เท่าที่ทราบ ...ไอ้ข้อ6 ของแพทยสภาน่ะ มีจริงแต่ไม่เกี่ยวกับการต่อใบอนุญาตเลย

looknarm
 ตอบคุณ Tankau ค่ะ ที่เขีย

 ตอบคุณ Tankau ค่ะ



ที่เขียนมาเจตนาจะบอกว่าสมาชิกมีสิทธืรวมตัวนอกสภาได้ค่ะ และลงชื่อกันนำเข้าประชุมสภาเพื่อโหวตยกเลิกกฎเดิมที่ผ่านมา  แต่การลงชื่อกันฟ้องศาล หรือร้องเรียนสมาคมฯ ไม่มีผลเช่นแบบกรณี กกท.ค่ะ จาก พรบ.สถาปนิกที่เราใช้กันอยู่ระบุไว้ค่ะ (ลองอ่านความเห็นใน ปล.ดูอีกครั้งนะคะ)



ส่วนตัวยังไม่ได้ออกความเห็นเลยว่า CPD เหมาะสมหรือไม่ มันขึ้นกับบริบท ความพร้อม และสิ่งแวดล้อมของสังคมชาวเราค่ะ หากเราไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี่ CPD อาจไม่เหมาะสม ข้อบังคับที่ต้องดูควบคู่กันคือ internshipค่ะ หากมาตรฐานคนรุ่นใหม่ต้องมี internship เมื่อนั้น CPD น่าจะจำเป็น แต่หาก internship ยังไม่บังคับใช้ หรือยังไม่ผ่านสภาฯ CPD จะเป็นยาแรง และไม่เหมาะจะใช้บังคับทั่วไปค่ะ

 

หมายเหตุเรื่อง หลักเกณฑ์ของทั้ง CPD และ internship นี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าสังคมนักวิชาการเก่งกว่าวิชาชีพนะคะคุณหมอ แต่ในทางตรงข้ามสมาคมวิชาชีพจะต้องร่วมกับทางวิชาการ ในด้าน internship นี้ชี้ให้เห็นชัดว่าการเรียนที่ รร. ไม่พอ ต้องมีฝ่ายวิชาชีพเข้ามาดูแล (mentor) ส่วนการร่วมกิจกรรมสมาคมวิชาชีพใดๆ สามารถขอรับเป็นหน่วย CPD ได้ทั้งนั้น สถาปนิกชุมชนต่างๆก็จะได้หน่วยจากตรงนี้ค่ะ..

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

thanongsakr
  ผมเห็นด้วยตาม ท่าน ชวพงศ์

 

ผมเห็นด้วยตาม ท่าน ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์ อย่างยิ่งเลยครับ...ร่างอันนี้ ผมตะหงิดใจตั้งแต่ได้รับเอกสารจากสภา อ่านแล้วเขวี้ยงทิ้งลงถังขยะ...คิดแบบในใจ อะไรจะเกิดก็เกิด ถ้ามันจะมีกฎนี้จริง ใช้บังคับจริง คงต้องหาเวลาว่างไปนั่งหลับในห้องสัมมนาเพื่อเอาหน่วย พวต..มาตามกฎนี้..

 

 

คนทำงานในวิชาชีพทุกวันแทบไม่มีเวลาว่าง ถามหน่อยเถอะครับ...การที่ได้ปฏิบัติงานนั้นอยู่ตลอดเวลา มันไม่มีการฝึกฝนหรือได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้นเลยหรือครับ....ถ้าคนที่ว่างเว้นจากวิชาชีพมีใบอนุญาตมาตั้งแต่ศึกษาจบ แต่ไม่ได้ใช้ไปนาน ก็ว่าไปอย่างหนึ่ง อาจจะใช้  พวต. ที่ว่านี้มาเป็นเกณฑ์ได้....

 

กฎหมายนี้ เข้าทางนักวิชาการ คงเปิดอบรมกันเป็นว่าเล่น...มีงานทำกันหล่ะครับสำหรับนักวิชาการ...ผมไม่เข้าใจว่าเอาอะไรมาคิด มันริดรอนสิทธิ์เต็มๆ...วิชาชีพนี้ทุกคนก็ทราบดีว่า การทำงานมันต้องหาข้อมูล ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาในตัวของมันเอง ไม่งั้นงานมันไม่ออก สมองไม่แล่น ต้องติดตามข่าวสาร วิทยาการต่างๆเสมอ..วันดีคืนดี บอกว่าไม่มีหน่วย พวต. ใบอนุญาตจบ....ชีวิตจบ...อะไรที่มีประสบการณ์สั่งสมมากว่า 20 ปี...มันหมดเลย กับแค่ไม่มีหน่วย พวต. ในเวลาช่วงสั้นๆ..  มันอะไรกันครับนี่...ชีวิตสถาปนิกไทยมันจะรอดมั๊ยครับเนี่ย...

 

ผมเบื่อมากครับ กับความคิดที่ไม่เข้าท่าพวกนี้..หวังดีกันแบบไม่เข้าท่า... การกล่าวอ้างว่าหากไม่มีการพัฒนาวิชาชีพดังกล่าวจะทำให้สถาปนิกผลิตงาน   ไม่มีคุณภาพ ผมถามหน่อยเหอะครับ...เปิดข้อบังคับสภาอ่านบ้างรึปล่าว...ว่าด้วยเรื่องจรรยบงจรรยาบรรณ อย่าดูถูกกันให้มากนัก...คนสอนคนอบรบให้ได้หน่วย พวต. วิเศษขนาดนั้นเชียวหรือครับ...ถ้าได้อบรมแล้วคุณภาพจะตามมาทันที..คุณไม่รู้เลยหรือครับว่า วิชาชีพสถาปัตยกรรม มันเป็นสหวิชาชีพ  สหสมอง สหความคิด คนเกี่ยวข้องมากมาย...คุณภาพของงาน มันไม่ใช่สถาปนิกองค์ประกอบเดียวเท่านั้น..

 

คิดใหม่เถอะครับ...ใครที่ร่างเรื่องพวกนี้ขึ้นมา...อย่ามายุ่งกับชีวิตผมให้มากนัก... 

 

ปุ๊
ตอนนี้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพขอ

ตอนนี้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของนู๋หมดอายุแล้วค่ะ

ยังไม่ได้ต่ออายุเลย(ยังปลีกตัวมาต่ออายุไม่ได้)

...

ถ้าร่างนี้บังคบใช้ นู๋ก็หมดสิทธิ ในการประกอบวิชาชีพแล้วสิคะ

 

เรื่องทีจะมานั่งสัมมนา เพื่อรับ  พวต. อะไรนั้น นู๋ว่า...มันบ้าดีแท้ๆเลยค่ะ

 

นู๋ว่าเศรษฐกิจตอนนี้มันรู้สึก...แย่มากแล้ว

มาเจอ...ร่างอันนี้เข้า...มันรู้สึกแย่มากกว่าอีก

 

คนร่าง...ไม่รู้สึกกันบ้างหรือคะ

 

 

kobcanopy
ตอบคุณปุ๊ ต่อใบอนุญาต

ตอบคุณปุ๊

ต่อใบอนุญาต ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้นะครับ ผมใช้เวลาประมาณ 10 นาที ไม่ต้องปลีกตัวแต่อย่างใด

 

looknarm
อันนี้เป็นของสภาวิศวกรค่ะ htt

อันนี้เป็นของสภาวิศวกรค่ะ

http://www.coe.or.th/CPD/new_web/activities/cpd_activities.php

 

หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง และการให้น้ำหนักกิจกรรม โดยกำหนดให้วิศวกรปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ให้ได้อย่างน้อย 150 PDU ตลอดระยะเวลา 3 ปีใดๆ และในแต่ละปี ต้องปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่องแต่ละประเภท ให้ได้ตามเกณฑ์ต่ำสุด และสามารถนำจำนวน PDU มาขึ้นทะเบียนได้ไม่เกินเกณฑ์สูงสุดที่กำหนดไว้ในตาราง
* หมายเหตุ การนับจำนวนชั่วโมงในปีแรก (พ.ศ. 2549) นั้น ให้นับ 20 ชั่วโมงก่อน ปีที่ 2 (พ.ศ. 2550) นับให้ได้ 35 ชั่วโมง และ ปีที่ 3 (พ.ศ.2551) ให้ได้ 50 ชั่วโมง*
**ดังนั้นใน 3 ปีแรกที่มีการใช้ CPD จะต้องได้ 105 ชั่วโมง**

 

 

 
โครงการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง (CPD) ได้เริ่มดำเนินการแล้ว แต่ไม่ได้นำจำนวนหน่วยพัฒนา (PDU) มาใช้พิจารณาการต่ออายุใบอนุญาต ซึ่งทางสภาวิศวกรได้กำหนด เกณฑ์การพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มคุณภาพและทักษะการประกอบวิชาชีพให้กับวิศวกร และเพื่อให้องค์กรต่างๆ นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กร
เท่าที่ทราบทางสภาวิศวกรมีการนำไปใช้กับการขอใบอนุญาต Apec Engineers แล้ว
 
 
 

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

kae_0308
สรุปแล้ว เราจะต้องไปนั่ง

สรุปแล้ว เราจะต้องไปนั่ง ง่วงนอน กันเมื่อใหล่ครับ หรือเก็บ score ก่อนหมดอายุใช่ใหมครับ (มันคือ การทรมาณอย่างแท้ เนื่อย จริงๆ)

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์
ประเด็นความน่าสนใจในการที่จะ

ประเด็นความน่าสนใจในการที่จะ ACTION กรณีนี้น่าสรุปได้ดังนี้

 

๑. กรณีที่ "เห็นด้วย" กับผลการประชุมนี้... "ไม่ต้องทำอะไร" ..เดี๋ยวก็ออกมาใช้แล้ว.

 

๒. กรณีที่ "ไม่เห็นด้วย"  กับผลการประชุมนี้ แยกเป็น ๒ action คือ

 

.... ๒.๑ "ฟ้องศาล" ซึ่งต้องพิจารณาว่าจะฟ้องศาลใด และในเงื่อนไขกฎหมายใด

.... ๒.๒ รวมตัวเรียกร้องตามกฎหมายเพื่อ "เปิดประชุมวิสามัญ" และมีมติให้แก้ไขหรือยกเลิกผลการประชุมเดิม

 

ในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทางกรรมการสภาสถาปนิก "จะต้อง" ออกข้อบังคับนี้ออกมา เพราะต้องทำตาม "มติ" ของที่ประชุม หากกรรมการสภาสถาปนิกไม่ทำ ก็มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ในเรื่อง "ละเว้นการปฎิบัติ" หน้าที่

 

ผู้ที่ไม่เห็นด้วยจะต้อง "รวมตัว" และดำเนินการตามข้อ ๒.๑ หรือ ๒.๒ .... เท่าที่คิดตอนนี้ ยังไม่เห็นทางออกอื่น

 

เชิญท่านผู้รู้ นำเสนอทางออก ที่มี Road Map ที่มี End Procedure ให้สมาชิกด้วยเทอญ

atch
ปรกติ ก็ไม่มาประชุมกัน

ปรกติ ก็ไม่มาประชุมกัน พอส่งแบบสอบถามให้ส่งกลับ ก็ส่งกลับมาไม่ถึง 20% เลือกตั้งนายกก็ลงคะแนนน้อยมาก เฮ้อ พวกเรามันก็เป็นกันอย่างเนี่ย พอไปขอค่าแบบเพิ่มจากรัฐ รัฐก็ตอบกลับมาว่าถ้าให้อัตราค่าแบบเพิ่มแล้ว เขาจะได้อะไรพิเศษเพิ่มเติมจากสถาปนิก เพราะค่าแบบงานราชการมันก็เป็นเงินภาษีของประชาชน ดังนั้นแล้วประชาชนชาวไทยได้ประโยชน์อะไร รัฐก็อาจจะถามว่า เอางี้ไหมละ CPD แลกกับค่าแบบที่เพิ่ม เอาไหม? ใครเอา ยกมือขึ้น ...

 

ทุกคนพูดได้ทั้งนั้นแหละ ว่าทำงานมา ได้ประสบการณ์ ได้ทำการค้นคว้า ได้พัฒนาวิชาชีพ แต่ "สังคม" เขาถามว่าไหนละหลักฐานว่าท่านได้พยายามพัฒนาวิชาชีพ (ไม่ใช่แค่ตัวท่านเอง) ถ้าพัฒนาจริงซานติก้ามันต้องไม่เกิด  ในแวดวงวิชาการ อาจารย์คนไหนจะพูดว่าตัวเองเก่งแค่ไหน หรือรู้ดีแค่ไหนเฉย ๆ ไม่ได้ มันต้องเอาหลักฐานมาดูกัน ใครค้นคว้าอะไรมาต้องเขียนออกมาเผยแพร่กัน เล่าสู่กันฟัง แบ่งปันกัน ถกเถียงกันในที่ประชุมสัมมนาวิชาการ เขียนบทความ เขียนหนังสือ ถ่ายทอดความรู้ที่อ้างว่าได้ไปพัฒนากันมา ทั้งหมดนั่นแหละคือ CPD การไปนั่งฟังสัมมนา มันแค่ส่วนเล็กน้อย แต่ทำง่ายที่สุดแล้ว ใช้เวลาน้อยสุด ไม่ต้องไปรบกวนเวลาทำงานอะไรมากมาย ก็ยังไม่อยากทำ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องการอะไร

 

ส่วนไอเดียคุณหมอที่บอกว่าให้อาจารย์กลับไปสั่งสอนนักเรียนให้ดี ๆ อย่ามายุ่งกับวิชาชีพ มันก็แคบเกินไป วิชาการกับวิชาชีพมันต้องเดินไปด้วยกัน อาจารย์จะสอนหนังสือได้ก็ต้องรู้เรื่องวิชาชีพ เชิญฝ่ายวิชาชีพเข้ามาช่วยสอน เดี๋ยวนี้กรรมการบริหารคณะสถาปัตย์ยังต้องมีตัวแทนจากสมาคมวิชาชีพเข้ามาเลย ส่วนวิชาชีพมันก็ต้องอาศัยวิชาการไปประกอบวิชาชีพทั้งนั้นแหละ มันแยกกันไม่ออกหรอก  

 

ถ้าอุตสาห์ลงแรงเข้าไปนั่งฟังสัมมนาแล้ว ไปตั้งใจหลับ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้อยู่ตรงหน้า ก็ตามใจครับ ถ้าโดนบังคับให้เข้าไปฟัง แล้วสัมมนามันแย่จริง ๆ ลุกขึ้นโวยได้เลยครับ ว่าวิทยากรไม่ได้เรื่อง รู้ไม่จริง ตัวเองรู้ดีกว่า ก็ลุกขึ้นเถียงกันเลยครับ เพราะการถกเถียงกันก็คือ CPD

thanongsakr
  ผมไม่ได้มายด์

 

ผมไม่ได้มายด์ ในเรื่องวิชาการ วิชาชีพ แต่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ไม่ใช่จะมาเบลมว่า เพราะวิชาชีพผลิตงานแย่ จึงต้องจับมาอบรม...ไม่ถามกลับไปที่ตัวเองเหรอครับ วิชาการที่สอนมานั้นผลิตสถาปนิกได้คุณภาพหรือไม่ ให้อะไรมากกว่าการทำงานจริงบ้างรึปล่าว....หลายคนผมต้องจับมานั่งเรียนใหม่ในสำนักงาน....ออกกติกาแบบนี้ เหมือนรู้ว่า หาลูกค้ามานั่งฟังสัมนา อบรมไม่ได้...จึงทำแบบไฟล์บังคับ ต้องมา ยังก็ต้องมา มิเช่นนั้น ต่อใบอนุญาตไม่ได้....แบบนี้มันเกินไป..แล้วยังเอาไปตัดสิทธิ์การประกอบวิชาชีพ ที่เขาทำมาทั้งชีวิต...มันถูกต้องที่ไหน กับกติกาซั่วๆแบบนี้....

 

หลักการมันอาจจะดี แต่วิธีการนำไปใช้ มันไม่เข้าท่า.....ไม่ต้องไปอ้างว่าที่นั่นที่นี่ก็ทำ...เราก็ต้องทำบ้าง...มันไม่มีประโยชน์อะไร คิดเองได้ครับว่า อะไรมันถูก มันเหมาะสม อะไรมันเกินไป...การสัมนา อบรม โดยหลักถ้ามันมีประโยชน์จริงเขาก็ไปเองครับ...สมัครใจที่จะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อความก้าวหน้า ธรรมชาติมนุษย์ก็ต้องการพัฒนาตนเองอยู่แล้ว... ปัจจุบัน แหล่งความรู้ก็มากมายที่จะให้ค้นคว้า เพื่อพัฒนาวิชาชีพของตนเอง มันไม่ต้องจำเป็นต้องไปทำพิธีกรรมอะไรอย่างนี้ก็ได้

 

 

looknarm
    ผมไม่ได้มายด์ Submitted

    ผมไม่ได้มายด์

 

.....ไม่ต้องไปอ้างว่าที่นั่นที่นี่ก็ทำ...เราก็ต้องทำบ้าง...มันไม่มีประโยชน์อะไร คิดเองได้ครับว่า อะไรมันถูก มันเหมาะสม อะไรมันเกินไป...

 

 

  • ไม่เปรียบเทียบ ไม่เอาตัวอย่างมาให้ดูก็ได้ ตะแรกคิดว่าอยากพูดคุยกันว่า รอบตัวเราเค้าเป็นไงกันมั่ง

    อยากคิดเอง ก็ตามใจค่า... 
    ได้เลยค่ะท่านหมอ...

    อ้าว..คิดว่าเป็น "หมอ" ที่แท้เป็นสถาปนิกนี่เอง... 

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

kobcanopy
ไม่ได้ร่วมประชุมแต่ขอบังอาจเส

ไม่ได้ร่วมประชุมแต่ขอบังอาจเสนอแนะความเห็นด้วยครับขอให้วิเคราะห์ก่อนตัวร่างนี้ก่อนว่าดีไม่ดีอย่างไร กรุณาอย่าพึ่งบอกว่าคุณไม่ได้ไป คุณต้องเงียบ และกรุณาอย่าแยก ดำ-ขาว ผิด-ถูก ชั่ว-ดี ขยัน-ขี้เกียจ เทพ-มาร กับการเห็นด้วย - ไม่เห็นด้วย ขอร้อง

ผมเองมีความเห็นดังนี้-

1.แนวความคิดดี ต้องพัฒนาตนเองแต่ไม่ควรผูกกับเรื่องการต่อใบอนุญาต เห็นด้วยกับอาจารย์ชวพงศ์เรื่องการริดลอนสิทธิ
2. เห็นด้วยกับการเอา พวต ไปใช้ร่วมเป็นเกณฑ์ในการไปเลื่อนระดับ เช่น เกณฑ์การพิจารณา แบบ 70 พวต 30 ประมาณนั้น ไม่ต้องสัมภาษณ์
3. ควรเป็นสิ่งที่เสริม plus ให้กับตัวสถาปนิก กล่าวคือใครอยากได้ก็ไปอบรม เช่น ทำมากได้มาก เรียนมากได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านนี้ แต่ไม่ไปก็ได้ยังสามารถประกอบอาชีพได้อยู่ สมมติว่าผมอยากเป็นสถาปนิกที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบอาคารสูง ก็ไปอบรมไปเรียนวิชานั้นเยอะ ๆ จนผ่านหลักเกณฑ์
4. ควรร่างหลักสูตร (ramification) ออกมาด้วยครับว่า หมวดหมู่ของกลุ่มการพัฒนาตนเอง มีอย่างไรบ้าง

สุดท้าย ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น

1. กรรมการสภา ทุกท่านโดยเฉพาะชุดที่อยู่ในสมัยกับการรับร่างนี้ จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์ เช่น การไปจัดตั้ง การไปเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา บริษัท ที่จะทำการจัดอบรม พวต นี้เสียเอง หรือแม้แต่เป็นวิทยากรที่ได้รับผลตอบแทนก็ไม่ควร
2. ผมเห็นร่างฉบับนี้เข้าตีน หลาย ๆ บริษัท ที่ชอบเข้ามาโฆษณาแฝงในเว็บบอร์ด ระวังนะครับ มีคนเขาคอยดูอยู่
3. การที่สภา มีรายได้กับผู้ค้าวัสดุ โดยการทำ CD แจกสมาชิก เก็บจากผู้ค้า 2000 ราย รายละ 20000 บาท ก็โอเคเพราะว่าแจกฟรีให้กับสมาชิก แต่ต้องระวังนะครับคราวนี้ หากหัวข้อในการอบรม พวต บางครั้งเนื้อหาเริ่มต้นโดยผู้ค้าวัสดุ แล้วต้องมาเก็บเงินกับสมาชิกจะไม่ควรนะครับ

ยังไงขอให้อาจารย์เชาว์พงศ์ ประกาศดัง ๆ นะครับ ให้สมาชิกท่านที่ไม่เห็นด้วยได้ยิน ( โดยเฉพาะการพ่วงกับการต่ออายุใบอนุญาต)  และจะได้ไปร่วมด้วยครับ หากต้องการจะทำการใด ๆ ตามข้อ 2.2 และ 2.3 ตามที่ อาจารย์ยอดเยี่ยมแนะนำ

ps. อย่างไรก็ดีเดี๋ยวจะไปลงประกาศในเว็บไซด์ เว็บบล็อกที่ผมมี ใน ArchThai ที่มีผู้อ่าน 8,000 คนต่อเดือน ( unique i.p)  ใน Hi5 ใน Facebook ให้หมดครับ จะทำลอง poll ไว้ด้วยครับ โดยให้ได้กลุ่มตัวอย่างอย่างน้อย 400 คน (จะได้ระดับความเชื่อมั่น 95%)

 

ปุ๊
เห็นด้วยค่ะ...ถ้าจะให้ลงรายชื

เห็นด้วยค่ะ...ถ้าจะให้ลงรายชื่อร่วมก็บอกนะคะ

...

หรือถ้าจะจับ,,,มานั่งอบรม(เอาตอนแก่ๆ...เศรษฐกิจลงฮวบๆ แบบนี้) ให้ได้

 

เปิด...อบรมให้สมาชิกฟรีไปเลยดีมั๊ยคะ

(แสดงความบริสุทธิ์ใจแบบสถาปนิกอาสา...แบบหมอบ้าน...ไม่มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องแม้แต่สักบาทเดียว

...ทั้งค่าเบี้ยประชุม...ทั้งค่าน้ำมันรถ )

 

จะยอมเสียค่าเดินทาง...ค่าที่พัก...ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการมาอบรมที่กรุงเทพฯ ให้ได้เดือนละครั้ง

ทั้งๆที่...ตอนนี้งานออกแบบก็ไม่ค่อยจะมีเข้ามา...เผื่ออบรมแล้วงานจะวิ่งมาชนบ้าง :)

 

จะได้บอกลูกค้าและโชว์บัตรผ่าน ได้ว่า...นู๋ผ่านการการันตีจากสภา ได้ หน่วยกิตสะสมในการพัฒนาวิชาชีพ มาแล้วนะ

 

 

 

 

 

 

 

thanongsakr
  ประเด็นมันคือ

 

ประเด็นมันคือ ดันเอาเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในการอนุญาต หรือไม่อนุญาตประกอบวิชาชีพ...ของคนที่เขาประกอบอาชีพอย่างปกติทั่วไป ทั้งที่มันเป็นศักดิ์และสิทธิ์ของเขา ตามคุณวุฒิการศึกษาที่เขาเรียนรู้มา แล้วสอบจนได้วุฒิบัติ แต่ต้องมาจบชีวิตในอาชีพเพียงเพราะไม่มีหน่วย พวต. ถูกระงับใบอนุญาต พวต. นี่มันสำคัญเหนือคุณวุฒิ เหนือกระบวนการที่มาของความเป็นสถาปนิก ทั้งหมดได้อย่างไร...

 

ถ้าใช้กับกรณี การขาดอายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เกิน 6 เดือนขึ้นไป แล้วให้ไปสะสม พวต. มาก็ว่าไปอย่างหนึ่ง ใครขาดมากก็ไปสะสมมามาก ใครขาดน้อยก็ไปสะสมมาตามลำดับลดหลั่นกันลงไป อย่างนี้ก็อาจจะพอรับได้ ผมยกตัวอย่างว่า ใบขับขี่หมดอายุไม่นาน เขาก็แค่ให้ไปอบรมแล้วไปสอบปฏิบัติเลย แต่ถ้าขาดอายุเกิน 3 ปี เขาก็ให้อบรมแล้วสอบข้อเขียนใหม่ สอบปฏิบัติใหม่ หรือคนที่ไปต่อใบอนุญาตขับขี่ตามปกติ โดยไม่ขาดอายุ ทุกวันนี้ไม่มีตลอดชีพแล้ว ทุก 5 ปี ต้องไปต่ออายุ ในวันที่ต่ออายุ ก็จะให้อบรมสั้นๆ 1 ชั่วโมง ซึ่งเขาจัดให้เข้าไป อบรมแล้วไปยื่นเอกสารต่ออายุ...คือไหนๆก็มาต่อใบอนุญาต เสียเวลามาแล้ว ก็จับอบรมมารยาทในการขับขี่ ณ ที่ทำการ ซะหน่อย ถือว่าฆ่าเวลารอเอกสาร อย่างนี้เป็นต้น 

 

ตัวอย่างวงการแพทย์ กรณีของแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ พวกนี้ไปอบรม มีสปอนเซ่อร์ทั้งนั้นแหละครับ...บริษัทยาพวกที่อยู่ในสาขาของเฉพาะทางนั้นๆ ก็จัดฟอรั่มขึ้นมาเองหรือ ไม่ก็ จ่ายค่าเดินทาง ที่พัก ให้ไปอบรมในที่อื่นๆ  ถ้าสภาคิดทำเรื่องอย่างนี้ ก็เตะหมูเข้าปากคนบางกลุ่มบางพวก ออกกฎกะเกณฑ์คนในวิชาชีพ แม้กระทั่งคนเฒ่าคนแก่ ศิลปินแห่งชาติ ประสบการณ์แค่ไหน ไม่ว่าใครก็ต้อนให้ไปลงตะกร้าล้างน้ำ...ล้างตัว ก่อนที่จะต่อใบอนุญาต ....คิดได้ยังไง.....กลุ้มครับ

 

 

 

tarkoon
ผมคิดว่าข้อที่มีปัญหาคือ ข้อ

ผมคิดว่าข้อที่มีปัญหาคือ ข้อ 7 คะแนนของ CPD ไม่มีส่วนได้จากการประกอบวิชาชีพโดยตรง อยากให้ดูในส่วนนี้ครับ ไม่ได้ขัดแย้งในเรื่องการพัฒนาวิชาชีพ แต่ถ้าคนไม่ประกอบวิชาชีพแล้วต่ออายุใบอนุญาตได้นี่รับไม่ได้จริง ๆ ครับ อยากทราบอีกอย่างหนึ่งครับว่าการสอนหนังสือถือเป้นการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตาม พรบ.สถาปนิกหรือไม่ครับ

 

ส่วนเรื่องการริดรอนสิทธิในการต่ออายุใบอนุญาตเห็นได้อย่างชัดเจนในร่างอยู่แล้วครับ คงไม่น่าจะมีข้อถกเถียงอีกต่อไป

 

เห็นด้วยกันที่คุณยอดเยี่ยมเสนอมาในข้อ 2.2 ครับ ที่จะมีการรวมตัวกันเพื่อเปิดประชุมวิสามัญและแก้ไขหรือยกเลิกผลประชุมเดิม

 

ไม่ทราบว่าจะต้องมีสมาชิกไปร่วมโหวตซักกี่ท่านครับ จะได้ตามบรรดาท่านที่ไม่เห็นด้วยไปช่วยกันโหวต

 

การรับร่างที่สำคัญแบบนี้และมีผลกระทบกับสมาชิกนับหมื่น ทำไมไม่ออกจดหมายให้โหวตเหมือนเลือกกรรมการสภาละครับ ถ้าเอาการโหวตของคนเฉพาะที่จะไปประชุมอย่างเดียวคงไม่ค่อยเหมาะสมซักเท่าไหร่นะครับ ตามในความคิดของผม ไม่ทราบว่าในที่ประชุมมีสมาชิกไปร่วมประชุมกี่ท่านครับ ผลของการโหวตเป็นอย่างไรครับ คะแนนที่โหวตห่างกันเท่าไหร่ครับ

 

ไม่ทราบว่าทางสมาคม มีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรครับ

looknarm
จาก website CPD

จาก website CPD ของสภาวิศวกรนั้น ได้ระบุแยกแยะประเภทต่างๆที่หลากหลายกว่าการอบรมมากมายนักลองเปิดดูกันนะคะ

http://www.coe.or.th/CPD/new_web/activities/cpd_activities.php

 

 
กิจกรรม
ที่
ประเภทกิจกรรม
กิจกรรม
หลักเกณฑ์การนับจำนวนชั่วโมง
น้ำหนัก
1

การศึกษาแบบเป็นทางการ (formal learning)

(สูงสุด 40 PDU และ ต่ำสุด 10 PDU)

ต้องเข้าศึกษา/อบรม ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80 ของระยะเวลาทั้งหมด

ผู้ที่เป็นอาจารย์และวิทยากรไม่จำเป็นต้องได้ชั่วโมงต่ำสุดจากกิจกรรมนี้

 

 

1.1

 

หลักสูตรที่เรียนในวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยี หรือมหาวิทยาลัย (ที่สูงกว่าปริญญาตรี)

นับตามจำนวนชั่วโมงที่เรียน
2.0
1.2 หลักสูตรการอบรมที่จัดโดยองค์กร ที่สภาวิศวกรให้การรับรองที่มีการสอบ
กรณีสอบผ่านนับตามจำนวนชั่วโมงที่เรียน
2.0
กรณีสอบไม่ผ่านนับตามจำนวนชั่วโมงที่เรียน
1.5
1.3 หลักสูตรการอบรมที่จัดโดยองค์กรที่สภาวิศวกรให้การรับรองที่ไม่มีการสอบ
นับตามจำนวนชั่วโมงที่เรียน
1.5
1.4 หลักสูตรการอบรมในองค์กรของตนเองที่สภาวิศวกรให้การรับรอง
นับตามจำนวนชั่วโมงที่เรียน
1.0
1.5 หลักสูตรอบรมที่จัดโดยหน่วยงานอื่นที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ
(ที่ไม่ใช่ทางด้านวิศวกรรม)
นับตามจำนวนชั่วโมงที่เรียน
1.0
2

การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ (informal learning)

(สูงสุด 20 PDU และต่ำสุด 0 PDU)

2.1 การเรียนรู้ด้วยตนเอง (ในงานใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง) โดยมีการจดบันทึกสรุปด้วยการทำเป็นรายงาน หรือคู่มือการทำงานแสดงเป็นผลงาน นับ 2 ชั่วโมงต่อหน้าของรายงาน หรือคู่มือการทำงาน
1.0
2.2 การศึกษาดูงาน นับตามจำนวนชั่วโมงที่ศึกษาดูงาน โดยไม่นับเวลาเดินทาง
0.5
3

การเข้าร่วมสัมมนาและการประชุมทางวิชาการ หรือวิชาชีพ (Seminar,Conference and Meeting)

(สูงสุด 30 PDU และต่ำสุด 0 PDU)

3.1 การเข้าฟังการสัมมนาและการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ ภายในประเทศ นับตามจำนวนชั่วโมงที่เข้าสัมมนาหรือประชุม
1.0
3.2 การเข้าประชุมในคณะกรรมการหรืออนุกรรมการที่เกี่ยวกับวิชาการหรือวิชาชีพ ภายในประเทศ นับตามจำนวนชั่วโมงที่เข้าประชุม
1.0
3.3 การเข้าฟังการสัมมนาและการประชุมทางวิชาการ หรือวิชาชีพ ระหว่างประเทศ นับตามจำนวนชั่วโมงที่เข้าสัมมนาหรือประชุม
1.5
3.4 การเข้าประชุมในคณะกรรมการหรืออนุกรรมการที่เกี่ยวกับวิชาการหรือวิชาชีพ ระหว่างประเทศ นับตามจำนวนชั่วโมงที่เข้าสัมมนาหรือประชุม
1.5
4

การเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมวิชาชีพ (Participation)

(สูงสุด 30 PDU และต่ำสุด 10 PDU)

4.1 การเป็นสมาชิกในสมาคมทางวิชาการ หรือวิชาชีพที่สภาวิศวกรให้การรับรอง นับ 10 ชั่วโมงต่อ 1 สมาคม
1.0
4.2 การเป็นกรรมการในสมาคมทางวิชาการ หรือวิชาชีพที่สภาวิศวกรให้การรับรอง นับ 10 ชั่วโมงต่อ 1 สมาคม
2.0
4.3 การเป็นอนุกรรมการหรือคณะทำงานในสมาคมทางวิชาการ หรือวิชาชีพที่สภาวิศวกรให้การรับรอง นับ 10 ชั่วโมงต่อ 1 สมาคม
1.5
5

กิจกรรมบริการวิชาชีพ (Service Activities)

(สูงสุด 40 PDU และต่ำสุด 0 PDU)

5.1 การพิจารณาการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย (กรรมการต่างๆ โดยเน้นทางวิชาการในมหาวิทยาลัย) นับตามจำนวนชั่วโมงที่ร่วมพิจารณา
2.0
5.2 การเป็นสมาชิกหรือกรรมการของหลักสูตรการพัฒนาวิชาชีพที่ตั้งขึ้น นับ 10 ชั่วโมงต่อ 1 หลักสูตร
2.0
5.3 การมีส่วนร่วมในการกำหนดและตรวจสอบหลักสูตรการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง นับตามจำนวนชั่วโมงที่กำหนด และตรวจสอบหลักสูตร
2.0
5.4 การพิจารณากฎเกณฑ์ทางเทคนิคในงานต่างๆ เช่น การพิจารณาและแก้ไขกฎกระทรวง มาตรฐานการผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นต้น นับตามจำนวนชั่วโมงที่พิจารณา
2.0
5.5 เป็นกรรมการสอบโครงการวิจัย นักศึกษา ป.ตรี,โท และเอก ในกรณีต่างมหาวิทยาลัยเท่านั้น นับตามโครงงาน (ปริญญาตรีให้ 5 ชั่วโมงต่อโครงงาน ปริญญาโท/เอก ให้ 10 ชั่วโมงต่อโครงงาน)
1.0
6

การมีส่วนร่วมในวงการอุตสาหกรรม (Industry Involvement)

(สูงสุด 40 PDU และต่ำสุด 0 PDU)

6.1 การให้คำปรึกษาให้กับวงการอุตสาหกรรม นับ 10 ชั่วโมงต่อ 1 งาน
1.0
6.2 การทำวิจัยให้กับวงการอุตสาหกรรม นับ 10 ชั่วโมงต่อ 1 งาน
2.0
7

การสร้างสรรค์ความรู้ (Contribution to Knowledge)

(สูงสุด 40 PDU และต่ำสุด 0 PDU)

7.1 การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงาน(Code of Practice) นับ 5 ชั่วโมงต่อหน้าของผู้ทำ
และ 2 ชั่วโมงต่อหน้า ของผู้ตรวจ
1.0
7.2 การทำวิจัย การนำเสนอ และการเขียนบทความของงานวิจัยลงในวารสารแบบที่ต้องมีการตรวจทาน
การเขียนหนังสือเอกสารทางวิชาการ ภายในประเทศ

นับ 5 ชั่วโมงต่อหน้าของบทความ
นับ 40 ชัวโมงต่อเล่ม

1.0

7.3 การทำวิจัย การนำเสนอ และการเขียนบทความของงานวิจัยลงในวารสารแบบที่มีการตรวจทาน
การเขียนหนังสือหรือเอกสารทางวิชาการ ต่างประเทศ

นับ 5 ชั่วโมงต่อหน้าของบทความ
นับ 40 ชัวโมงต่อเล่ม

1.5

 

7.4 การทำวิจัย การนำเสนอ และการเขียนบทความของงานวิจัย
ลงในวารสารแบบที่ไม่ต้องมีการตรวจทาน
นับ 5 ชั่วโมงต่อหน้า

0.5

7.5

การตรวจและปรับแก้บทความของผู้อื่น ในประเทศ

นับ 5 ชั่วโมงต่อหน้า
1.0
7.6 การตรวจและปรับแก้บทความของผู้อื่น ต่างประเทศ นับ 5 ชั่วโมงต่อหน้า
1.5
7.7 การเป็นวิทยากรในการอบรมที่มีการสอบ
นับตามจำนวนชั่วโมงที่ให้การอบรม
 
2.0
7.8 การเป็นวิทยากรในการอบรมที่ไม่มีการสอบ นับตามจำนวนชั่วโมงที่ให้การอบรม
1.5
7.9 การเป็นวิทยากรในการสัมมนาและการประชุมทางวิชาการ นับตามจำนวนชั่วโมงที่ให้การสัมมนา
1.0
8 การจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรม
(Patents) สูงสุด 50 PDU
  นับ 40 ชั่วโมงต่อสิทธิบัตร
1.0

 

 

 

 
   

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

looknarm
  เสริมนิดนึงค่ะ channel

 

เสริมนิดนึงค่ะ channel ของการคัดค้านร่างผ่านการร่วมลงชื่อกันที่เคยแนะไว้นั้น  (หรือข้อ 2.2 ที่ อ.ยอดเยี่ยมสรุปไว้) พรบ.สถาปนิก 2543 ระบุรายละเอียดไว้ดังนี้ค่ะ

 

มาตรา 13 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสามัญมีดังต่อไปนี้
(3) แสดงความเห็นและซักถามเป็นหนังสือเกี่ยวกับกิจการของสภาสถาปนิกต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา และในกรณีที่สมาชิกร่วมกันตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับกิจการของสภาสถาปนิก คณะกรรมการต้องพิจารณา และแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอทราบโดยมิชักช้า
  
มาตรา 16 ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมใหญ่ตามที่จำเป็น
สมาชิกสามัญอาจขอให้ประชุมใหญ่วิสามัญได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในข้อบังคับสภาสถาปนิก ในการนี้ คณะกรรมการต้องเรียกประชุมใหญ่วิสามัญภายในสามสิบ วันนับแต่วันรับคำร้องขอ

 

มาตรา 43 ร่างข้อบังคับสภาสถาปนิกจะเสนอได้ก็แต่โดยคณะกรรมการหรือสมาชิกสามัญ

การเสนอร่างข้อบังคับสภาสถาปนิกของสมาชิกสามัญจะกระทำได้เมื่อมีสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนรับรอง
ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาสถาปนิกเพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับ สภาสถาปนิกที่มีการเสนอตามความเหมาะสมแก่กรณี การพิจารณาร่างข้อบังคับสภาสถาปนิกจะเสนอเป็นวาระจรไม่ได้แต่ต้องกำหนดเป็นวาระในหนังสือนัดประชุมให้ชัดเจนและแนบร่างข้อบังคับสภาสถาปนิกที่เสนอไปพร้อมกันด้วย

 

 

พูดง่ายๆคือ หากร่วมลงชื่อให้ทำได้โดย

  • เข้าชื่อสมาชิก 50 คน+ เพื่อให้กรรมการพิจารณายกเลิกเรื่องร่างข้อบังคับที่ vote ไปแล้ว (ต้องชี้แจงเหตุผลให้ดี เพราะผลจากการโหวตเป็นทางการ ตาม พรบ.ไปแล้ว การยกเลิกต้องมีเหตุผลมากๆ)
  • (ส่งตัวแทนไปร่วมยกร่าง หากจำเป็นต้องแก้ไขในประเด็นที่กรรมการเดิมไม่ได้นึกถึง)
  • เข้าชื่อสมาชิกสามัญ 100 คน+ เพื่อรับรองร่างข้อบังคับใหม่
  • ขอให้สภาฯบรรจุลงในวาระ สำหรับการประชุมครั้งต่อไป
  • ในการประชุมนั้น ร่างจะผ่านต่อเมื่อได้เสียงครึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มาร่วมประชุม

 

 

หมายเหตุ - ใน มาตรา 44 ระบุไว้ว่า เมื่อที่ประชุมใหญ่สภาสถาปนิกมีมติให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับไปแล้ว (ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญที่เข้าประชุม)

  • นายกสภาสถาปนิกจะต้องเสนอร่างข้อบังคับสภาสถาปนิกต่อสภานายกพิเศษ (มท.1) โดยไม่ชักช้า
  • สภานายกพิเศษอาจยับยั้งร่างข้อบังคับนั้นได้แต่ต้องแสดงเหตุผลโดยแจ้งชัด
  • ในกรณีที่มิได้ยับยั้งภายในสามสิบวัน    นับแต่วันที่ได้รับร่างข้อบังคับ ที่นายกสภาสถาปนิกเสนอให้ถือว่าสภานายกพิเศษ ให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับนั้น

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

thawita@gmail.com
คำถามว่า  แล้วผม (ชวพงศ์ 

คำถามว่า  แล้วผม (ชวพงศ์  ชำนิประศาสน์)  จะดำเนินการอย่างไร  ดังที่บอกไว้ในท้ายความเห็นครั้งที่ 2 ก็คือ

 

1  ผมปราถนาให้สมาคมสถาปนิกสยามรับรองเรื่องนี้มาพิจารณาก่อน  เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิการประกอบวิชาชีพของสมาชิกสมาคมสถาปนิกสยาม

 

2  หากสมาคมสถาปนิกสยาม ไม่รับภาระในเรื่องนี้ภายในเวลา  30  วันที่ผมแจ้งไว้  ก็จะชอเชิญผู้ที่มีความเห็นในเรื่องนี้  มาประชุมกันที่  อาษาเซนเตอร์ที่สยามดิสคัฟเวอรี่

 

Tankau
เล่าก็ไม่เล่าให้หมด...คุณลูกน

เล่าก็ไม่เล่าให้หมด...คุณลูกน้ำควรเอาตัววิ่งด้านบน web ของวิศวกรมาลงด้วย เค้าบอกว่า ไม่ได้เอาCPD มาใช้ในการต่อใบ

 

อนุญาต( ถามวิศวกรที่รู้จักหน่อย...)

 

ไปถามคุณหมอ(แพทย์จริง) เค้าบอกว่า เค้ามีใบอนุญาตตลอดชีพ ถ้ามีเรื่องฟ้องร้องก็ศาลอยู่แล้ว ไอ้เกณฑ์มาตรฐานที่ยกมาน่ะ...เกณฑ์

 

นะไม่ใช้กฎหมาย   และเรื่องที่จะพยายามทำกันในแพทยสภาเหมือนสภาสถาปนิก ...รู้สึกว่า ศาลตัดสินแล้วว่า ทำไม่ได้ ละเมิดวิชาชีพ

 

หรืออะไรทำนองนี้

 

ดังนั้น...ควรพูดคุยกัน ตามความเป็นจริงดีกว่า อย่ายกโน่นนี่ให้วุ่นวายเลย

 

อยากถามเหมือนกัน...ปัญหาปลอมชื่อขออนุญาต สภาทำอะไรได้มากกว่านี้มั๊ย แค่บอกให้ผู้เสียหายไปแจ้งความแล้วจะขึ้นชื่อไว้ ???

 

                       ....ปํญหาประกอบวิชาชีพผิดจรรยาบรรณสารพัด โดยตั้งใจ/ไม่ตั้งใจ...????

 

                       ....ปัญหาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการตีความข้อกฎหมาย????

 

                       ....ปัญหาการตรวจสอบอาคาร...ทุกวันนี้..มีแต่กฎโน่นนี่ ถามว่าการปฏิบัติจริงเป็นอย่างไร(ลองถามเจ้าของอาคาร )

 

                       ....ปัญหา39 ทวิ...

 

                       ....ฯลฯ......

 

 .......แก้ปัญหาที่หมักหมมมากมายก่อนดีมั๊ย  ค่อยมาสร้างปัญหาใหม่ เจตนาดีแต่ปฏิบัติห่วยมันก็เป็นเจตนาร้าย เอะอะอะไร

 

ก็อ้างแต่ข้อบังคับสภา...รัฐธรรมนูญเค้ายังล้มได้เลย , จะเป็นส.ส.ยังต้องมีผู้ลงคะแนนเกิน20%ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือก

 

ตั้ง  และคะแนนเสียงต้องมากกว่าโนโหวต.....ทำไมไม่คิดมุมกลับบ้างว่า สมาชิกสามัญที่ไม่เข้าไปประชุม เพราะประท้วงร่าง

 

พ.ว.ต. ถือว่าโนโหวตไง

 

kobcanopy
กราบเรียนเชิญพี่น้องทำ survey

กราบเรียนเชิญพี่น้องทำ survey นิดนึงครับ ใครใคร่ทำ ๆ ครับ

 

http://surveys.polldaddy.com/s/910E21E0198D5AA9/

 

จะนำผลมาให้รับทราบกันต่อไป

looknarm
  เล่าไปแล้วค่าคุณ Tankau   

 

เล่าไปแล้วค่าคุณ Tankau 

 

----------------------------------

เล่าก็ไม่เล่าให้หมด...คุณลูกน

เล่าก็ไม่เล่าให้หมด...คุณลูกน้ำควรเอาตัววิ่งด้านบน web ของวิศวกรมาลงด้วย เค้าบอกว่า ไม่ได้เอาCPD มาใช้ในการต่อใบ

 

อนุญาต( ถามวิศวกรที่รู้จักหน่อย...)

 

 

---------------------------------- 

555 เอาลงมาให้ดูทั้งหมดแถมบอกไปตั้งกะคราวก่อนแล้วค่ะ สงสัยอารามงงงงงงเหรอคะ คุณTankau 

 

 อันนี้เป็นของสภาวิศวกรค่ะ 

อันนี้เป็นของสภาวิศวกรค่ะ

http://www.coe.or.th/CPD/new_web/activities/cpd_activities.php

 

หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง และการให้น้ำหนักกิจกรรม โดยกำหนดให้วิศวกรปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ให้ได้อย่างน้อย 150 PDU ตลอดระยะเวลา 3 ปีใดๆ และในแต่ละปี ต้องปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่องแต่ละประเภท ให้ได้ตามเกณฑ์ต่ำสุด และสามารถนำจำนวน PDU มาขึ้นทะเบียนได้ไม่เกินเกณฑ์สูงสุดที่กำหนดไว้ในตาราง

* หมายเหตุ การนับจำนวนชั่วโมงในปีแรก (พ.ศ. 2549) นั้น ให้นับ 20 ชั่วโมงก่อน ปีที่ 2 (พ.ศ. 2550) นับให้ได้ 35 ชั่วโมง และ ปีที่ 3 (พ.ศ.2551) ให้ได้ 50 ชั่วโมง*

**ดังนั้นใน 3 ปีแรกที่มีการใช้ CPD จะต้องได้ 105 ชั่วโมง**

 

 

 

 
โครงการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง (CPD) ได้เริ่มดำเนินการแล้ว แต่ไม่ได้นำจำนวนหน่วยพัฒนา (PDU) มาใช้พิจารณาการต่ออายุใบอนุญาต ซึ่งทางสภาวิศวกรได้กำหนด เกณฑ์การพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มคุณภาพและทักษะการประกอบวิชาชีพให้กับวิศวกร และเพื่อให้องค์กรต่างๆ นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กร
เท่าที่ทราบทางสภาวิศวกรมีการนำไปใช้กับการขอใบอนุญาต Apec Engineers แล้ว
 
 

 

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

Tankau
ก็ตารางวิศวกรที่คุณลูกน้ำยกมา

ก็ตารางวิศวกรที่คุณลูกน้ำยกมาครั้งแรก ไม่มีข้อความสีแดง.....ชัดๆเลย จะเรียกว่า เล่าหมดได้ไง??????

 
โครงการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง (CPD) ได้เริ่มดำเนินการแล้ว แต่ไม่ได้นำจำนวนหน่วยพัฒนา (PDU) มาใช้พิจารณาการต่ออายุใบอนุญาต ซึ่งทางสภาวิศวกรได้กำหนด เกณฑ์การพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มคุณภาพและทักษะการประกอบวิชาชีพให้กับวิศวกร และเพื่อให้องค์กรต่างๆ นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กร
เท่าที่ทราบทางสภาวิศวกรมีการนำไปใช้กับการขอใบอนุญาต Apec Engineers แล้ว
 
 

 

looknarm
ตารางมาทีหลีงค่ะ (22

ตารางมาทีหลีงค่ะ (22 พค)..ข้อความนั้นยกมาให้ดูก่อนค่า..(21 พค.). ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ว่ากัน บอร์ดมันงงงง ข้อความเต็มไปหมด ดูยากค่ะ

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

ปุ๊
ขออนุญาติ

ขออนุญาติ เอาบทความของ...พี่ปุ๊ ไปเผยแพร่นะคะ

 

ขออนุญาติ  คุณ  kobcanopy

 

กราบเรียนเชิญพี่น้องทำ survey

กราบเรียนเชิญพี่น้องทำ survey นิดนึงครับ ใครใคร่ทำ ๆ ครับ

 

http://surveys.polldaddy.com/s/910E21E0198D5AA9/

 

เอาโพลไปลงในเว็บของตัวเองด้วยนะคะ

 

kobcanopy
ตอบคุณปุ๊   ok

ตอบคุณปุ๊

 

ok

looknarm
ขออนุญาตทำ survey

ขออนุญาตทำ survey ของคุอภิชาติ คุ้มรำไพ ด้วยค่ะ.. 

._\\|//_
.(' . . ')
O-(_)-O
Look-Narm

change_corner@h...
  รู้สึกว่าร่างข้องบังคับนี้ม

 

รู้สึกว่าร่างข้องบังคับนี้มันช่างเป็นการลดจำนวนสถาปนิกได้อย่างเยี่ยมยอดและรวดเร็วเสียจริงค่ะ

 

แย่จริงๆแทนที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและในฐานะคนประกอบวิชาชีพเดียวกัน ดันมากีดกัน กันซะนี่

 

ขอถามจริงๆเถอะค่ะ คิดไว้รึป่าวในข้อนี้หรือเห็นว่างานมีน้อยลง น่าจะลดจำนวนสถาปนิกลงเสียบ้าง(หรือนี่เป็นแผนของคุณ...หุหุ)

 

-*-

 

สรุป 

 

ไม่เห็นด้วยกับร่าง พวต.ฉบับนี้ค่ะ 

จริงๆไม่ควรมาบังคับกันนะคะ น่าจะนำเสนอในทางที่ใครสนใจเข้าร่วมก็เข้าเพื่อบุคคลนั้นจะทำงานกับต่างชาติได้ ซึ่งนั้นคือความต้องการเฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคล   ส่วนสถาปนิกที่ต้องการทำงานในประเทศก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม คิดว่านี่จะเป็นการดีกว่า ใครอยากร่วมงานกับต่างชาติก็เข้าร่วมได้เพราะผ่านมาตราฐานที่เค้าต้องการ  ส่วนผู้ที่ไม่สนใจก็ยังมีอาชีพทำมาหากินในประเทศต่อไป ส่วนเรื่องที่จะมาว่าคนไม่เข้าร่วมนั้นจะไม่มีการพัฒนาเลยก็เห็นว่าคนคิดมานี่แย่เต็มที ถามหน่อยเถอะค่ะ ผุ้ที่คิดร่างนี่ขึ้นมา ตั้งแต่ จบการศึกษา และกำลังประกอบวิชาชีพนี้อยู่  คุณ..ไม่มีการพัฒนาตัวเองบ้างเลยหรอค่ะ  ถ้าคุณคิดว่าคุณเอง(อายุก็น่าจะมากอยู่)ไม่มีการพัฒนาเลย และอยากจะหวังดีกับสถาปนิกทุกคนเพราะคิดว่าเค้าจะเป็นแบบคุณ คุณช่วยคิดซะใหม่นะคะ  เพราะดิฉันพัฒนาตัวเองอยู่เสมอในการประกอบวิชาชีพนี้...ขอบคุณในความหวังดีอีกครั้ง....แต่ดิฉันไม่ต้องการ  ^0^

atch
เอ้า

เอ้า อ่านไม่ละเอียดถี่ถ้วนกันเอง ตกลงมีคนอ่านของที่พี่ปุ๊เขียนข้างบนกันหรือเปล่านะ เนี่ยแหละ มันเลยต้องมานั้งสัมมนา CPD วิชา "การอ่านเอาเรื่อง" มิฉะนั้น สถาปนิกเราจะเคยชินกับการ "ไม่อ่านแล้วหาเรื่อง" เฮ้อ จะมีสักกี่คนที่ได้อ่านร่างข้อบังคับของสภาที่ส่งให้ที่บ้านบ้างนะ

 

ถ้าคุณหมอบอกว่ามหาวิทยาลัยสอนเด็กออกมาไม่ได้เรื่อง ต้องมาจับมานั่งสอนกันใหม่ ฝ่ายทางมหาวิทยาลัยก็คงบอกว่า สถาปนิกที่มาเรียนปริญญาโทกัน ก็ไม่ได้เรื่อง เหมือนกัน เพราะอ่านเขียนหนังสือไม่แตกฉาน สื่อสารกับสังคมไม่ได้ วิธีคิดไม่มีระบบ มันก็เบลมกันไปเบลมกันมาอยู่แค่เนี่ย บ้านเมืองมันถึงไม่ไปไหน ย่ำอยู่กับที่ แล้วที่บ้านเมืองมันแย่ อัปลักษณ์ น่าเกลียดอยู่ทุกวันนี้มันเป็นเพราะท่านสถาปนิกประสบการณ์สูงเหล่านี้ หรือว่าสถาปนิกเด็กรุ่นใหม่กันแน่ครับ

 

เอ้า ถ้าไม่อยากมานั่งสัมมนา ก็ช่วยระดมความคิดกันหน่อยแล้วกัน ว่า CPD โดยไม่มีการจัดสัมมนาหาเงินเข้ากระเป๋า มันจะเป็นยังไง เราถึงจะไม่บ่นกัน เขียน Paper ส่งให้สภาเหรอ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ หรือทำงานเพื่อชุมชน เป็นสถาปนิกอาสา เอาไหม

thanongsakr
  ข้อเสนอของผมก็คือ

 

ข้อเสนอของผมก็คือ ตัดเงื่อนไขการไม่ต่อใบอนุญาตปกติออกไป ยกเลิก หรือ ชะลอการบังคับใช้ไปก่อน ส่วนจะนำไปใช้เป็นเกณฑ์เพิ่มเติมกับกรณีการขาดอายุใบอนุญาต หรือ การเลื่อนขั้นเลื่อนระดับ ก็ว่าไปอย่างหนึ่ง 

 

หรือกรณีอ้างว่า เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพเพื่อไปสู่สากล ไปแข่งขันกับเขาได้ในต่างประเทศ จากการเปิดเสรีในระดับต่างๆ ทั้งอาเซียน และเอเปค หรืออื่นๆ...หรือมีฝรั่งเข้ามา ก็จะไม่อายเขา เราก็มีระบบมาตรฐานเหมือนตะวันตก...ผมจับความในวารสารสภาที่ส่งมาได้อย่างนั้น จากบทสัมภาษณ์ของประธานอนุกรรมการพัฒนาวิชาชีพ จึงต้องปรับปรุงระบบหลักสูตร หรือ ให้มีระบบ IPD ก่อนทำงานรับใบอนุญาต เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีมาตรฐาน แต่จริงๆเรื่อง ปรับหลักสูตร เรื่อง IPD ถึงไม่มีเรื่องต่างประเทศเข้ามา ไม่มีเรื่องเปิดเสรี เรื่องนี้มันควรจะทำมานานแล้ว..เพราะปัญหามันมีอยู่จริง ของผู้ที่จบหลักสูตรมายังทำงานจริงไม่ได้ ต้องมีพี่เลี้ยง มีการฝึกงานเป็นผู้ช่วยตามระยะเวลา...อันนี้ไม่มีอะไรขัด เพราะเป็นปัญหาจริงๆ เรื่องไปสอดคล้องกับสากล หรือมาตรฐานประเทศอื่นๆ ก็เป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เหตุผลหลัก....

 

แต่ดันมาเพิ่มเรื่อง CPD เข้ามาทำนองว่าเพื่อให้มีคุณภาพและต่อเนื่อง...ผมถามว่า คุณภาพวัดจากอะไร เอาอะไรมาวัด องค์ประกอบของการผลิตงานสถาปัตยกรรมอย่างมีคุณภาพ มันมีองค์ประกอบอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง แล้วมีอะไรที่สถาปนิกเวลาปฏิบัติวิชาชีพจริงๆ ควบคุมตัวแปรพวกนั้นได้บ้าง  กรุงเทพ บ้านนอก ทัศนคติสังคมเป็นอย่างไร...ปัญหาร้อยแปดของสังคม ค่านิยม เงิน กฎหมาย และ วิทยาการ เราพร้อมหรือไม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนคุณภาพของงานที่ออกมาทั้งสิ้น ถ้าจะให้งานคุณภาพมันต้องเปลี่ยนสังคม เปลี่ยนทัศนคติทั้งประเทศ คนไทยต้องไปตายแล้วเกิดใหม่...มันต้องทำถึงขนาดนั้นแล้วประเทศจะมีงานสถาปัตยกรรมที่ดีอย่างน่าใจหาย...ถึงตอนนั้นผลงานสถาปนิกคนไหนทำงานไม่ได้เรื่อง สภาประหารได้เลย...ทำได้อย่างนั้นรึปล่าว...อบรม เรียนกันไปถึงไหน จะไปสำคัญเท่าการได้ปฏิบัติ เพราะมีการปฏิบัตินั่นแหละถึงมีการถ่ายทอดกันได้รุ่นต่อรุ่น นานไปมันถูกพิสูจน์เป็นทฤษฎี ไปอยู่ในตำราในระบบการศึกษา...ถ้าจะส่งเสริมวิชาชีพให้พัฒนากันจริง ก็ไปส่งเสริมงาน แหล่งงาน ให้สถาปนิกได้โชว์ฝีมือ ได้ปฏิบัติกันมากๆจะดีกว่า...โดยเฉพาะงานของรัฐทั้งหมด ตั้งแต่ระดับผังเมืองไปจนถึงงานอาคาร ทำได้หรือไม่...ทุกวันนี้ราชการเองก็ยังไม่เห็นประโยชน์เลยด้วยซ้ำ...

 

ส่วนที่จะบอกว่า เพื่อความพร้อมในการไปสู่การแข่งขันได้ในต่างประเทศ...งั้น CPD ก็กำหนดให้เป็นเงื่อนไขของใบอนุญาตวิชาชีพอินเตอร์ ฉบับภาษาอังกฤษไปเลย....ใครไปขอ และต่อใบอนุญาตอินเตอร์ ใช้ได้ในประเทศสมาชิกที่มีข้อตกลง คนพวกนี้ก็ให้อบรมไป เพื่อจะได้มีคุณภาพไม่ขายขี้หน้าคนไทยในต่างแดนถ้าคิดกันอย่างนั้น มันจะตรงเป้าหมายมากกว่า....ส่วนสถาปนิกไทย เพื่อคนไทย...อย่าไปยุ่งเขาเลยครับ..ทุกวันนี้ผมว่าเขาก็พร้อมอยู่นานแล้ว ที่จะทำงานคุณภาพ แต่สังคมมันไม่เคยให้โอกาสให้เขาได้ทำ

thanongsakr
กรณีการใช้เกณฑ์ CPD

กรณีการใช้เกณฑ์ CPD ของสภาวิศวกรนั้น เท่าที่อ่านดูไม่เกี่ยวข้อง และไม่เป็นเงื่อนไขในการต่อใบอนุญาตเลย...

 

คุณจะไปต่อใบอนุญาตก็เพราะใบอนุญาตมันครบกำหนด มันจะหมดอายุ กฎหมายก็บอกให้ไปต่อใบอนุญาต  ก็แค่นั้น แล้วจะไปโยงทำไมเรื่องเกณฑ์ CPD เรื่องของการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องของตน....มันคนละประเด็นเลย ใบอนุญาตเขามีมาก่อน แล้วมีมาตามสิทธิ์ วุฒิการศึกษา แล้วก็สอบได้มา ตามขั้นตอน จะระดับไหนก็ตามถือว่าได้ใบอนุญาตแล้ว ขั้นตอนการพิจารณามันจบไปแล้ว...พอหมดอายุก็ไปต่ออายุใหม่ ก็เท่านั้นเอง...เสมือนบัตรประชาชนหมดอายุ ก็ไปต่อใหม่ หรือต้องถามว่า เป็นคนไทยพัฒนาตนเองบ้างรึปล่าว ไม่งั้นไม่ต่ออายุบัตรประชาชนให้...มันถูกต้องมั๊ยท่านๆทั้งหลาย...เขาเป็นคนไทย ยังไงก็ต้องต่ออายุให้บัตรประชาชนเขา  เช่นเดียวกัน เขาเป็นสถาปนิก มาด้วยระบบการศึกษาที่กฎหมายรองรับศักดิ์และสิทธิ์ของเขามีอยู่ติดตัว  ก็ต้องต่ออายุบัตรให้เขา เขาจะพัฒนาตนเองหรือไม่ เอาไปใช้งานหรือไม่ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ไปตัดสิทธิ์เขาไม่ได้ เขายังเป็นสถาปนิกอยู่ และมีใบอนุญาตที่จะใช้ตามศักดิ์และสิทธิ์ของเขา ความสามารถในระดับที่เขามี เขาพอใจแค่นั้น ในงานระดับนั้นไม่ซับซ้อนวุ่นวาย ไม่ต้องการไปแข่งขันอะไรมากมายในต่างประเทศ...แล้วจะไปกะเกณฑ์อะไรกะเขาเล่า....

 

ใครใคร่พัฒนาตนเอง ยกระดับมาตรฐานของตนเองก็ทำไป มีเขียนกฎหมายเขียนช่องทางไว้ให้ก็ดี แต่อย่าไปสร้างเงื่อนไขในทำนองตัดสิทธิ์ สร้างอุปสรรคในระดับวิชาชีพที่เขามีความรู้ ความสามารถทำได้ และพอใจที่จะทำอยู่อย่างนั้น โดยไม่ทำความเสียหายให้ใคร....คุณภาพก็มีอยู่ในระดับของตัวมันเอง  แล้วมันจะอะไรกันนักหนา ลำพังสถาปนิกไม่มีใครอยากเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง เพราะทำงานที่มีขนาดเกินกำลัง ความสามารถ ประสบการณ์ของตัวเองหรอกครับ...แล้วหากพลาด กฎหมายมันก็มีคุ้มครองประชาชนอยู่แล้ว ทั้งอาญา และแพ่ง ไปจนถึงกระบวนการฟ้องถอดถอนใบอนุญาต..พรบ. ควบคุมอาคารก็กำหนดไว้ ใครไม่มีคุณภาพก็จะไปในช่องทางนี้ของเขาเอง...ท่านๆทั้งหลายไม่ต้องห่วงหรอกครับ...

 

 

แต่ตอนนี้ท่านต้องถอนครับ...   จั่งซีมันต้องถอน...

yy
  E 5  ตั ว ใ น ก า ร เ ป็ น

  E 5  ตั ว ใ น ก า ร เ ป็ น นั ก วิ ช า ชี พ

.

.
นักวิชาชีพทั้งโลกนั้น หมายถึงผู้ที่มีองค์ความรู้เฉพาะด้านที่ประชาชนโดยทั่วไปไม่มี เขาเหล่านั้นจึงมี "สิทธิ” บางอย่างในการทำงานบางอย่างมากกว่าประชาชนโดยทั่วไป ดังนั้นนักวิชาชีพจึงต้องมีหลักเกณท์ในการแยกแยะมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งทั่วไปจะมี E อยู่ 5 ตัวเป็นพื้นฐานคือ...
.

E = Education มีความรู้เฉพาะในศาสตร์นั้นๆ
E = Experience มีประสบการณ์ (อย่างเช่นกรณี Internship เป็นต้น)
E = Examination ต้องมีการสอบความรู้ความชำนาญ

.
เมื่อผ่าน E 3 ตัวแรกไปแล้ว ก็จะได้เป็นนักวิชาชีพ แต่การได้ใบประกอบวิชาชีพไปจนตายนั้น ตอนนี้เขาเริ่มไม่เห็นด้วยกันแล้ว เหมือนกับกรณีใบขับขี่ตลอดชีวิต จะต้องยั่งยืนความมั่นใจว่าผู้เป็นนักวิชาชีพนั้นต้องทันโลก กฎหมาย กฎเกณท์ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จึงเกิด E ตัวที่ 4 ขึ้นคือ
.
E = Exercise คือหมั่นปฎิบัติ เพิ่มความรอบรู้ให้ทันสถานการณ์
.
หากนักวิชาชีพท่านใดที่ได้ใบประกอบวิชาชีพแล้ว ไม่มี E ตัวที่ 4 ก็ต้องไปสู่ E ตัวที่ 5 เลย ก็คือ
.
E = Expire คือหมดอายุแห่งการเป็นนักวิชาชีพในสาขานั้นๆ
.
ดังนั้นการมีการศึกษาต่อเนื่องของวิชาชีพ CPD จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อรักษาวิชาชีพและรักษาสิทธิพื้นฐานของประชาชนและสาธารณะ แต่ปัญหามักจะอยู่ที่ E ตัวที่ 4 (Exercise หรือ CPD) นั้นจะมีรายละเอียดเป็นอย่างไร และเข้าสู่กรอบความคิดของ Exercise หรือไม่เพียงไร
.
หากไม่มี CPD ที่มีแนวความคิดเรื่อง Exercise ก็ไม่ถูกต้อง จะคิดว่าเป็นการ “รอนสิทธิ” ของนักวิชาชีพกันเองนั้นย่อมไม่ถูกต้อง เพราะนักวิชาชีพเอง ต้องไม่เอาแต่พลพรรคของตัวเองโดยการ “รอรสิทธิ” ของประชาชนไม่ได้
.
ปัญหา CPD จึงมิได้อยู่ที่ “หลักการ” แต่อยู่ที่ “รายละเอียด”

“นักวิชาชีพ” และ “มิจฉาชีพ” ก็แตกต่างกันตรงนี้นั่นเอง

thanongsakr
ตอนนี้เขาเริ่มไม่เห็นด้วยกันแ

ตอนนี้เขาเริ่มไม่เห็นด้วยกันแล้ว เหมือนกับกรณีใบขับขี่ตลอดชีวิต  แล้วทุกวันนี้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ สถ. มันมีบัตรตลอดชีวิต ใช้ได้จนตายเหรอครับ คนละประเด็นแล้วครับ ตั้งแต่เป็นมาก็ต้องไปต่ออายุบัตรตามกำหนด ไม่มีใครข้องใจเรื่องอายุบัตร แต่ที่ตั้งคำถาม คือเงื่อนไขในการกำหนดหลักเกณฑ์การต่อใบอนุญาตตามร่างข้อ 12(1)  สงสัยว่า เอาอะไรมาตัดสินคน ว่าคนนั้น คนนี้ยังไม่พัฒนาตน ไม่มี E ตัวที่ 4  ไม่ได้ปฏิบัติ เพิ่มความรอบรู้ทันสถานการณ์  มีประวัติติดตามการประกอบวิชาชีพรึปล่าว..แล้วเอาสถานการณ์ไหนเป็นตัวตั้งในการพัฒนาตน  ความรอบรู้ที่ว่า เรื่องอะไร ต้องรู้แค่ไหน ในแต่ละระดับใบอนุญาต ตรงนี้ก็ยังไม่รู้เลย..เดี๋ยวก็ไปอบรมอะไรมาก็ไม่รู้ เพียงเพื่อให้ได้หน่วย พวต. เท่านั้นเอง  แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร...ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าคนคนนั้นมีความรู้เพื่อการพัฒนาวิชาชีพของตนจริงๆ....

 

 

ที่สำคัญและขัดแย้งกันเอง ก็คือ ในเมื่อร่างข้อบังคับให้ความสำคัญเรื่อง CPD  ถึงขั้นไม่ต่ออายุใบอนุญาตให้ จนกว่าจะได้รับหน่วยมาครบตามกำหนด แต่ยังมีการผ่อนผันให้เอาหน่วยตามที่กำหนดขั้นต่ำ ขออายุบัตรคราวละ 1 ปีได้ ตรงนี้ตรรกกะก็แย้งกันเอง ตกลงว่า ให้ความสำคัญกับการสะสมหน่วย พวต. จริงรึปล่าว...เช่น คนๆนั้นมาขอต่อใบอนุญาตมีหน่วยสะสมขอต่ออายุ ไม่ได้ตามวาระ 5 ปี...แต่ขออายุวาระ  1 ปีได้ ก็ออกไปประกอบวิชาชีพเต็มๆได้ เพียงแต่เวลามันสั้นแค่ 1 ปี แต่ 1 ปีนั้นก็มีศักยภาพที่จะสร้างความเสียหายได้ไม่ต่างกันเลย...นะท่าน...ร่างกฎแบบนี้ เท่ากับรู้ว่า พวต. นั้นไม่ได้มีผลอะไรมากนัก ขอให้ได้อบรมมาเถอะ ผ่านพิธีกรรมมาเถอะ...พอใจแล้ว จะมากจะน้อย...เพราะคนพิจารณาก็ไม่มีทางรู้หรอกครับ ว่าหน่วย พวต. ที่เอามาแสดงนั้นมันได้ให้ศักยภาพกับเขาผู้นั้นจริงๆหรือไม่...อบรมไปแบบรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม..ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว  CPD มันช่วยรักษาหรือยกระดับวิชาชีพตรงไหน...

 

 

ส่วนสิทธิพื้นฐานของประชาชนและสาธารณะ มันไม่มีอะไรกระทบ ไม่ได้รอนสิทธิประชาชนตรงไหนเลย...เพราะตามกฎหมายแพ่ง และ อาญา และ พรบ. ควบคุมอาคาร  พรบ. วิชาชีพฯ ให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว ที่จะสามารถดำเนินการฟ้องร้อง เอาผิด และถอดถอนใบอนุญาตได้ หากได้รับการบริการวิชาชีพโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ(มาตรฐานอย่างไร ขอบเขต แค่ไหน สภาก็ยังไม่มีชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราว..กลับไปพูดถึงคุณภาพที่หาดัชนีวัดอะไรไม่ได้ อย่างในเวลานี้ ) ที่สำคัญ ประชาชนโดยทั่วไปนี่แหละตัวสำคัญ ที่ไม่เข้าใจวิชาชีพ และละเลย หลีกเลี่ยงไม่ใช้งานสถาปนิกตามที่ พรบ. ควบคุมอาคารกำหนด...ไปสมคบกับเจ้าหน้าที่ ดำเนินการ และแอบอ้าง ปลอมแปลง ไม่งั้นสภาพกายภาพของเมืองมันจะโหล่ยโท้ยแบบนี้เหรอครับ....

 

เรื่องหลักการ มันดีคงไม่มีใครสงสัย แต่การนำไปใช้ นี่คือสิ่งที่เขาตั้งคำถาม และคัดค้าน การพัฒนาวิชาชีพของตนเองอย่างต่อเนื่องนั้น มันมีอยู่ในตัวของผู้ที่ได้ประกอบวิชาชีพอย่างต่อเนื่องทุกคน แต่ละคนก็มีความรอบรู้ ความถนัดในประเภทงานที่ตนทำหลากหลายกันไป สิ่งที่อบรมนั้นมันให้ไม่ได้ ไม่มีหรอกครับที่จะไปตรงตามความถนัด ความรอบรู้ของทุกคน...เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละคนมีความชำนาญเฉพาะตัวขึ้นมาเองในการทำงาน อย่างนี้แล้วเอาอะไรมาวัดคนๆนั้นว่าเขาไม่มีความรอบรู้ ความชำนาญของตนในวิชาชีพ...เรื่องบางเรื่อง ความรู้บางความรู้มันอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ กับระดับงานที่เขาถนัด ระดับงานที่เขาทำได้...ซึ่งเขาเลือกแล้วว่า เขาจะทำงานประเภทนี้ มีจุดยืนในการทำงานแนวทางนี้...เขาอาจจะไม่ต้องการทำงานระดับสามัญหรือ ระดับที่สูงกว่านั้น ถ้าเขาไม่รอบรู้เรื่องอื่นๆนอกเหนือขอบเขตงานที่เขาถนัด เขาผิดด้วยหรือครับ...ถือเป็นบุคคลต้องห้ามในวิชาชีพที่ไม่สมควรได้รับใบอนุญาตตามปกติ อย่างนั้นเลยหรือ....ต้องทบทวนครับ....

 

และแน่นอนครับว่า คนที่เขาคัดค้าน หรือ ขัดแย้ง เขาก็คือ นักวิชาชีพ นี่แหละครับ...ไม่ใช่ มิจฉาชีพแน่นอน...

 

 

 

 

 

 

 

thanongsakr
พึ่งสภานายกพิเศษ...ได้หรือไม่

พึ่งสภานายกพิเศษ...ได้หรือไม่

 

ตอนนี้ขั้นตอนของร่างข้อบังคับ เมื่อผ่านที่ประชุมใหญ่ลงมติไปแล้ว นายกสภาฯ จะต้องนำส่งร่างข้อบังคับนั้น ต่อสภานายกพิเศษ เพื่อพิจารณารับรองร่างข้อบังคับนั้น ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างข้อบังคับจากนายกสภาฯ ซึ่งสภานายกพิเศษมีอำนาจยับยั้งได้ในร่างข้อบังคับที่เสนอไป หากถูกยับยั้งก็จะต้องนำร่างนั้นกลับเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสภาฯเพื่อรับรองใหม่ให้ได้เสียง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการ มิเช่นนั้นก็ต้องตกไป แล้วต้องไปพิจารณาใหม่ 

 

ทั้งนี้ ตามมาตรา 44 แห่ง พรบ. สถาปนิก  เรื่องนี้ผ่านที่ประชุมวันที่ 25 เมษายน การเสนอร่างต่อสภานายกพิเศษ ก็คงหลังวันที่ 25 จึงอาจจะยังมีเวลาที่จะทำเรื่องไปยังสภานายกพิเศษ เพื่อให้พิจารณายับยั้ง และคณะกรรมการต้องลงมติใหม่ให้ได้ 2 ใน 3 เฉพาะหน้านั้นอาจจะต้องใช้วิธีนี้ การจะไปร้องศาลปกครอง มันต้องสิ้นสุดขั้นตอนภายในของสภา ถึงจะร้องต่อศาลปกครองได้ ตอนนี้เรื่องมันยังไม่สิ้นสุด.... 

atch
ถ้าสภานายกพิเศษส่งกลับมาให้กร

ถ้าสภานายกพิเศษส่งกลับมาให้กรรมการสภา 2 ใน 3 รับรอง ก็คงผ่านอีก เพราะกรรมการสภาทั้งชุดก็คงจะเห็นด้วยกับ CPD ส่งศาลปกครองก็คงยาก พี่ปุ๊ก็คงถูกโดดเดี่ยวอีก ต้องเหนื่อยคนเดียว คำถามคือทำไมคนที่เข้าไปเป็นกรรมการสภา ชุดแล้วชุดเล่า จึงมักเห็นด้วยกับ CPD มันมีอะไรที่กรรมการสภาเห็น แต่คนทั่วไปมองไม่เห็นหรือ?

Pages