บ้านปี่พาทย์ตระกูลพาทยโกศล
ชื่ออาคาร : บ้านปี่พาทย์ตระกูลพาทยโกศล
ที่ตั้ง : เลขที่ 78 ถ.อรุณอมรินทร์ตัดใหม่ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ
เจ้าของ : ตระกูลพาทยโกศล
พาทยโกศล เป็นตระกูลนักดนตรีไทยที่มีความสามารถและเก่าแก่สืบเนื่องกันลงมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จนทายาทรุ่นปัจจุบันนับได้ชั้นที่ 8 แล้ว ปัจจุบันบ้านพาทยโกศลยังปรากฏเครื่องดนตรีที่เล่าสืบกันมาว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ต้นสกุลชั้นสูงสุดที่สืบย้อนขึ้นไปได้ คือหลวงกัลยาณมิตตาวาส (ทับ) ทายาทชั้นที่ 4 ของสกุล คาดว่าท่านเกิดในราวปลายรัชกาลที่ 3 ต่อต้นรัชกาลที่ 4 และอยู่มาจนถึงกลางรัชกาลที่ 6 เป็นอย่างน้อย หลวงกัลยาณมิตตาวาสเคยเป็นครูปี่พาทย์ประจำวงของพระยาประภากรวงศ์ และมีความสามารถในทางสีซอสามสายเป็นที่ขึ้นชื่อในสมัยรัชกาลที่ 5 นางแสง (ชูสัตย์) ซึ่งเป็นภรรยาของท่านก็มีฝีมือในทางจะเข้ ได้เป็นครูสอนดนตรีฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยเช่นกัน
ครั้นถึงสมัยลูกคือจางวางทั่ว พาทยโกศล ท่านได้รับวิชาจากบิดามารดา และครูปี่พาทย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 คือครูรอด จนมีความเชี่ยวชาญทางดนตรี โดยเฉพาะฆ้องวง ระนาดเอก และการแต่งเพลง ด้วยความสามารถท่านจึงได้ทำหน้าที่ควบคุมวงปี่พาทย์ในวังบางขุนพรหม ของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนครสวรรค์วรพินิต โดยได้นำวงปี่พาทย์บ้านพาทยโกศลเข้าไปเป็นวงประจำวัง และได้รับตำแหน่งจางวางที่วังนี้
การได้เข้าไปเล่นปี่พาทย์ในวังบางขุนพรหม ทำให้การดนตรีและชีวิตของชาวพาทยโกศลเจริญก้าวหน้าขึ้น รวมทั้งชื่อเสียงก็เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะกรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเป็นเจ้านายที่มีความรู้และใฝ่พระทัยในการดนตรีไทยอย่างยิ่ง ทรงมีภารกิจทางดนตรีทั้งที่เป็นทางการและงานอดิเรก จางวางทั่วและนักร้องนักดนตรีพาทยโกศลได้ปฏิบัติหน้าที่ทางดนตรีสนองพระเดชพระคุณอย่างเต็มที่ จางวางทั่วนั้นได้เรียนโน้ตดนตรีสากลจากกรมพระนครสวรรค์วรพินิต และได้สอนแตรวงให้แก่ทหาร ทั้งทหารเรือและทหารมหาดเล็ก ซึ่งเป็นข้าราชบริพารของกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทายาทของจางวางทั่ว คือ ครูเทวาประสิทธิ์และคุณหญิง ไพฑูรย์ กิตติวรรณ ก็ได้เข้าร่วมบรรเลงและขับร้องในวังบางขุนพรหมตั้งแต่เด็กด้วย
หนทางชีวิตและการดนตรีของพาทยโกศลต้องเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เมื่อเกิดเหตุกาณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ต้องเสด็จออกนอกประเทศ วงปี่พาทย์พาทยโกศลต้องออกจากวังบางขุนพรหม และหารายได้เลี้ยงคนในวังด้วยการรับงานบรรเลงทั่วไป วงพาทยโกศลสามารถจัดวงดนตรีได้ทุกชนิด สุดแต่เจ้าภาพจะต้องการ แต่นักดนตรีจะชำนาญทางเครื่องตีเป็นส่วนใหญ่ และเจ้าภาพมักหาไปเล่นในงานศพ
จางวางทั่วเสียชีวิตใน พ.ศ. 2480 แต่บ้านพาทยโกศลสมัยครูเทวาประสิทธิ์ก็ยังมีผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์นับสิบคนเช่นเคย โดยมากินอยู่ตั้งแต่เริ่มเข้าวัยรุ่น ช่วยงานต่าง ๆ ในบ้านพร้อมกับเรียนดนตรีอย่างจริงจัง รวมทั้งติดตามวงเวลาไปออกงานตามที่ต่าง ๆ อีกด้วย นอกจากรับงานบรรเลงทั่วไปแล้ว หลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ครูเทวาประสิทธิ์และคุณหญิงไพฑูรย์ ได้เป็นอาจารย์สอนพิเศษดนตรีไทยในสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงอุดมศึกษาหลายแห่ง และที่เป็นสิริมงคลสูงสุดของตระกูลคือ การที่ครูทั้งสองได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดฯ ให้เข้าถวายการสอนดนตรีไทยแด่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงทั้งสามพระองค์ และนักดนตรีจากบ้านพาทยโกศลยังมีโอกาสเข้าบรรเลงถวายในงานส่วนพระองค์ ณ พระตำหนักเรือนต้น สวนจิตรลดา บ่อยครั้ง
หลังการเสียชีวิตของครูเทวาประสิทธิ์ ใน พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา บ้านปี่พาทย์หลังวัดกัลยาณ์ฯ เริ่มเงียบเหงา นักดนตรีที่เคยอยู่ก็เริ่มออกไปประกอบอาชีพประจำอื่น ๆ มีเวลาที่จะมาเล่นให้กับวงน้อยลง จนกระทั่ง พ.ศ. 2532 ร้อยตรีอุทัย พาทยโกศล (ยศในขณะนั้น) ทายาทรุ่นที่ 7 เพียงคนเดียวของตระกูลต้องไปช่วยสอนดนตรีไทยที่โรงเรียนนาย ร้อยพระจุลจอมเกล้า เขาชะโงก จังหวัดนครนายก จึงมีเวลากลับบ้านเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ ยิ่งทำให้เวลารับงานมีน้อยลง
ปัจจุบันบ้านพาทยโกศลไม่มีลูกศิษย์กินอยู่เพื่อเรียนวิชาดนตรีเช่นในอดีตอีกแล้ว แต่ก็ยังมีมาขอต่อเพลงบ้างเป็นครั้งคราว และครูอุทัยยังไปสอนให้กับวงดนตรีของหน่วยงานหลายแห่ง ได้แก่ วงดุริยางค์ทหารเรือ กองทัพบก กรมตำรวจ และโรงเรียนนายร้อย ตามสถานศึกษาก็มีโรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนราชินี ส่วนงานที่คณะพาทยโกศลยังรับเล่นอยู่ประจำ คืองานศพของวัดประยุรวงศาวาส วัดกัลยาณมิตร และวัดราชสิทธาราม นอกจากนี้ก็เป็นงานทั่วไปที่เจ้าภาพมาหาไปเล่น แต่ก็มีไม่มากนัก
ครูอุทัยเล่าว่า ลูกศิษย์บ้านนี้ออกไปตั้งวงเองอยู่มากเหมือนกัน ส่วนใหญ่อยู่ตามต่างจังหวัด วงที่ยังเล่นเฉพาะทางเราแท้ ๆ ยังไม่เปลี่ยนเลย ก็มีวงพาทยรัตน์ของกำนันสำราญ ที่บ้านใหม่ อยุธยา นอกจากเล่นเพลงเราแล้วยังฝึกลูกศิษย์รุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย ส่วนวงในกรุงเทพฯ ก็มีหลายแห่ง อย่างที่วัดท่าพระ วัดไผ่ตัน แต่ส่วนใหญ่แปลงไปบ้าง ไม่ได้เล่นทางนี้ล้วน ๆ เพราะถ้าเล่นแต่เพลงทางนี้แล้ว เวลาไปผสมวงกับคนอื่นมักมีปัญหา เข้ากันไม่ได้ คนหนึ่งต้องเล่นได้หลาย ๆ ทาง ต้องได้ฝั่งนี้บ้างฝั่งโน้นบ้าง เราเรียกกันเป็นฝั่ง ฝั่งพระนครหมายถึงทางเพลงของศิลปบรรเลง ฝั่งธนหมายถึงพาทยโกศล
ครูอุทัยยอมรับว่าทางเพลงของพาทยโกศลไม่เป็นที่นิยมเท่าศิลปบรรเลง สาเหตุสำคัญคือ ทางเพลงของพาทยโกศลนั้นเล่นยาก ฟังยาก ซึ่งนักฟังบางคนวิจารณ์ว่า ออกแข็ง คม ฟังแล้วกัดหู และในระบบการเรียนการสอนตามสถานศึกษา รวมทั้งวงดนตรีของกรมทศิลปากร ล้วนได้ทางเพลงของศิลปบรรเลงในการสอน ทำให้คนรุ่นใหม่น้อยคนนักที่จะรู้จักสำนักดนตรีไทยที่เคยยิ่งใหญ่แห่งนี้
อุปสรรคอีกประการของการดนตรีบ้านพาทยโกศล คือโน้ตเพลงที่กรมพระนครสวรรค์วรพินิต แต่งประทานไว้เป็นโน้ตสากล รวมทั้งโน้ตเพลงอื่น ๆ ของวงที่บันทึกไว้เป็นอย่างดีนั้นแทบจะไม่มีโอกาสนำมาเล่นเลย เพราะปัญหาสำคัญคือ หนึ่ง ความเก่าแก่ของกระดาษโน้ต ทั้งกระดาษที่กรอบและหมึกที่ซีดจาง สอง เนื่องจากเป็นโน้ตของเครื่องดนตรีสากล จึงไม่สามารถหาวิธีบรรเลงสำหรับฆ้องวง ซึ่งเป็นเครื่องให้ทำนองหลักของวงปี่พาทย์ได้ กล่าวคือไม่สามารถแกะได้ได้ว่าทำนองตรงนี้จะใช้มือซ้าย-ขวาตีอย่างไร ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่มาก ทำให้โน้ตที่มีอยู่มากมายไม่สามารถนำมาใช้ต่อเพลงหรือฝึกซ้อมใด ๆ ได้
เห็นได้ว่าขณะนี้บ้านพาทยโกศลกำลังเผชิญกับปัญหาความอยู่รอด ด้วยไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลง ขาดทั้งครูและลูกศิษย์ที่จะสืบต่อทางเพลง ที่คงไว้ก็เฉพาะการบรรเลงประกอบงานพิธีต่างๆ ซึ่งนับวันแนวโน้มความนิยมจะลดลงเรื่อย ๆ อย่างน่าเสียดาย
สำหรับตัวบ้านพาทยโกศลซึ่งในอดีตได้ใช้เป็นที่สอนดนตรีไทยแก่ผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์ เคยมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่กว่านี้ ครูอุทัยเล่าว่าเคยมีเรือนหลายหลังรวมทั้งโรงครัวขนาดใหญ่ที่ต้องใช้กระทะหุงข้าวเลี้ยงคนจำนวนมาก แต่ปัจจุบันอาคารเหล่านั้นได้ถูกรื้อถอนไปแล้วด้วยถูกเวนคืนที่ดินเพื่อตัดถนน ส่วนตัวอาคารเท่าที่เหลืออยู่เป็นเรือนไทย 2 หลัง เชื่อมต่อกันด้วยชานตรงกลางตามแนวยาวขนานไปกับตัวเรือน อย่างไรก็ตามบ้านพาทยโกศลนี้ยังคงเป็นสถานที่มีเครื่องดนตรีทั้งเครื่องตีและเครื่องสายอยู่มากมาย ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าอนันต์ทั้งด้านการใช้งานและด้านศิลปกรรม ซึ่งตัวบ้านที่อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมนั้น ย่อมเป็นอุปสรรคในการอยู่อาศัยของทายาท ตลอดจนการสอนและการเก็บเครื่องดนตรี แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นธุระให้กรมศิลปากรรับผิดชอบในการบูรณะซ่อมแซม ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเขียนแบบอาคารและการคัดเลือกวิธีการบูรณะที่เหมาะสมที่สุดต่อไป และโดยนามของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ใคร่ขอประทานพระอนุญาตร่วมเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ประจักษ์ถึงคุณค่าของอาคารบ้านพาทยโกศลในฐานที่เป็นแหล่งกำเนิดมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติในยุคสมัยหนึ่งๆ ด้วยการยกย่องบ้านปี่พาทย์ตระกูลพาทยโกศลเป็นอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ประจำปี 2547
|