กุฏิสงฆ์ คณะ 8 วัดกลางวรวิหาร
 
  ข้อมูลทั่วไป
 
ชื่ออาคาร : กุฏิสงฆ์ คณะ 8 วัดกลางวรวิหาร
 
ประเภทอาคาร : -
 
ที่ตั้ง :

เลขที่ 364 ม.1 ต.ปากน้ำ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ 10270
 
ปีที่สร้าง : พ.ศ. 2423
 
รูปแบบสถาปัตยกรรม : -
 
  ลักษณะอาคาร : -
   
   
ประวัติและความสำคัญ
 
 
คุณค่าของอาคาร :
ตัวอาคารที่ปรากฏ ได้แสดงให้เห็นความมี ตัวตนที่มีคุณวิเศษ นอกจากความงดงาม ของสัดส่วนจากระเบียบเรขาคณิตที่ลงตัว สัมพันธ์กันสามมิติทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ที่ก่อให้เกิดพื้นที่เว้นว่างภายในและ รูปลักษณ์ภายนอกอันน่าประทับใจแล้ว ยังแฝงเร้นนัยสำคัญของการจัดองค์ประกอบ สถาปัตยกรรมที่เอื้ออำนวยให้กุฏิเป็น สถานที่อันควรแก่จริยาวัตร ซึ่งแตกต่าง ไปจากเรือนพักอาศัยของบุคคลโดยทั่วไป
ประวัติอาคาร :
ไม่มีหลักฐาน ปรากฏชัดว่าอาคารสร้างขึ้นเมื่อใด มีเพียง อักษรจารึกสลักลงบนขื่อโครงสร้างอาคาร ซึ่งเพียงพอที่จะยืนยันอายุการใช้งานอาคาร มาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 127 ปี ความว่า “จุลศักราช ๑๒๔๒ หนังสือที่กุฏินี้ เบอร์เลขแต่ ๑ เป็นต้นไป” เป็นอาคารหมู่ที่ประกอบด้วยเรือนหลายหลัง หนึ่งในจำนวนนั้นมีเรือนหลังหนึ่ง ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคยประทับ ณ บ้านตระกูล “เลาวพันธ์” ในคราวเสด็จประภาสทางชลมารค เพื่อทรง ทอดพระเนตรพิธีแต่งงานหมู่ของชาวบ้าน เชื่อสายจีน ริมคลองตาเคล็ด
สภาพปัจจุบันของอาคาร
ลักษณะทางกายภาพ :
เป็นอาคารโครงสร้างไม้ สภาพสีหลากหลาย ทั้งสีน้ำมันและสีรักษาเนื้อไม้ สภาพภายนอกดูทรุดโทรมตามกาลเวลา วัสดุมุงหลังคาเป็นกระเบื้องหลากชนิดทั้งดินเผา ซีเมนต์ปลายแหลม ซีแพคโมเนีย ลูกฟูกลอนเล็กและสังกะสี
สภาวะคุกคามทางธรรมชาติ
ระดับน้ำขึ้นสูงท่วมใต้ถุนเฉอะแฉะ ทำให้ไม้โครงสร้างเดี่ยวล่างผุกร่อน การผุกร่อนของไม้โครงสร้าง อันเนื่องมาจากน้ำฝนและปลวกกัดกิน
สภาวะคุกคามจากมนุษย์ :
ถูกต่อเติมอาคารจนรกรุงรัง มืดทึบ ไม่ระบายลม
 
แนวคิดในการอนุรักษ์
ควรทำการบูรณะให้ภาพรวมของอาคารแลดูสง่างาม สมอายุ ของอาคาร เนื่องจากอาคารได้ใช้งานมาเป็นเวลานานกว่าร้อยปี การต่อเติม เพื่อให้ใช้งานได้ดีเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ หากแต่การต่อเติมนั้น ทำให้คุณค่าของตัวอาคารด้อยค่าลง จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เข้าใจในคุณค่า และประโยชน์ใช้สอยอาคารอันพึงมีต้องยื่นมือเข้ามา เพื่อรักษามรดก วัฒนธรรมอันหาค่ามิได้ให้คงไว้  
 
แนวทางในการปรับปรุง
1. รื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่ต่อเติมไว้รกรุงรังออกจากอาคารเดิม  
2. ปรับปรุงวิธีการต่อเติมองค์ประกอบอาคารที่เป็นอยู่ปัจจุบันซึ่ง ทำให้ภายในอาคารมืดทึบได้แก่ หลังคาเหล็กชุบสังกะสี ซึ่งมีสีเคลือบ หลากหลายทำลายคุณค่าอาคาร ให้โปร่งแสงแลดูไม่ขัดตาและใช้งาน กันแดดกันฝนได้  
3. เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาเรือนให้เป็นชนิดเดียวกัน จากการสังเกตุ ในชั้นต้นนี้เข้าใจว่ากระเบื้องเดิมคือ กระเบื้องดินเผาชนิดไม่เคลือบ ซึ่งคงเหลืออยู่ 3 แห่ง คือที่หลังคาโถงกลาง ที่หลังคากุฏิวิปัสสนา ที่ด้านหน้าทั้งซ้าย-ขวา และที่หลังคาหอฉัน ส่วนกระเบื้องซีเมนต์รุ่นหลัง ที่ซุ้มบันใดทางขึ้นเรือน และที่หลังคารั้วระเบียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เห็นควรให้คงไว้  
4. ยกระดับพื้นเรือน ให้ใต้ถุนสูงขึ้นจากระดับพื้นทั่วไปถือเอา ความสูงบันใดทางขึ้นเรือนด้านหน้าเป็นเกณฑ์  
5. เปลี่ยนชิ้นส่วนไม้โครงสร้างที่ผุกร่อน  
6. ทำสีอาคารใหม่ทั้งหมด โดยล้างสีเก่าซึ่งทาไว้หลากสีออกให้หมด ทำสีอาคารใหม่ด้วยสีรักษาเนื้อไม้ โดยเลือกสีที่ใกล้เคียงกับสีเนื้อไม้ ธรรมชาติที่ปรากฏ  
7. ปรับปรุงระบบไฟฟ้า – ประปา - ระบบระบายน้ำ  
8. ปรับปรุงรั้วรอบอาคาร โดยเฉพาะด้านหน้าให้มองเห็นความสง่างาม ของกลุ่มอาคารและปลอดภัย  
9. ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบอาคาร  
   
 
 
 
   
Plate A1 Map Webboard