ประวัติการก่อสร้างอาคารกระทรวงยุติธรรม ศาลอาญา และศาลอุทธรณ์ (เดิม)
 
 
  ข้อมูลทั่วไป
 
ชื่ออาคาร :

ประวัติการก่อสร้างอาคารกระทรวงยุติธรรม ศาลอาญา และศาลอุทธรณ์ (เดิม)
 
ประเภทอาคาร : สถาบันและอาคารสาธารณะ (อาคารราชการ)
 
ที่ตั้ง :

กรุงเทพมหานคร
 
ปีที่สร้าง :

ที่ทำการกระทรวงยุติธรรม แล้วเสร็จ พ.ศ. 2484 ศาลอาญา และศาลอุทธรณ์ แล้วเสร็จ พ.ศ. 2486
 
รูปแบบสถาปัตยกรรม :
รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบ”ทันสมัย” (ในช่วงเวลานั้น) อาจเทียบเคียงได้กับรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอ-คลาสสิค (Neo-Classic) ที่ตัดทอนรายละเอียดและลวดลายจนหมด
 
ลักษณะอาคาร :
ที่ทำการกระทรวงยุติธรรม เป็นตึกโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ผังอาคารรูปตัวยู (U) สูง 3 ชั้น ตึกประธานยาวประมาณ 50 ม. กว้าง 18 ม. มีเสาลอย 6 ต้นและบันไดทางขึ้นที่มุขกลางด้านหน้าอาคาร ตึกปีกทั้งสองด้านยาวประมาณ 60 ม. กว้าง 16 ม. โถงบันไดหลักเชื่อมต่อกับระเบียงทางเดินด้านหลังอาคาร เจาะช่องเปิดหน้าต่างตลอดแนวผนัง และก่อผนังปิดแนวหลังคาจั่ว (Parapet) เพื่อให้ดูเหมือนหลังคาทรงตัด
ศาลอาญา และศาลอุทธรณ์ เป็นตึกโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 3 ชั้น ผังอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 150 ม. กว้าง 16 ม. ก่อสร้างต่อเนื่องไปกับอาคารที่ทำการกระทรวงยุติธรรมทางด้านถนนราชินี มีเสาลอยหน้าตัดกลม 8 ต้นและบันไดขนานตามแนวยาวอาคารเป็นทางขึ้นที่มุขกลาง โถงบันไดหลักเชื่อมต่อกับระเบียงทางเดินด้านหลังอาคาร เจาะช่องเปิดหน้าต่างตลอดแนวผนัง และก่อผนังปิดแนวหลังคาเช่นเดียวกัน
 
ประวัติและความสำคัญ
 
 
คุณค่าของอาคาร :
อาคารที่ดูเรียบง่าย รูปร่างเหมือนกล่องคอนกรีตสี่เหลี่ยม ไม่มีลวดลายประดับตกแต่งใดๆ คงมีเพียงขนาดที่ใหญ่โตของอาคารซึ่งทอดยาวไปตามแนวคลองคูเมืองเดิม และมุขด้านหน้าอาคารที่มีบันไดและเสาลอยหลายต้นเท่านั้นที่เป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดของผู้คนที่ผ่านไปมาในย่าน “หลังกระทรวงฯ” การจะตอบคำถามที่ว่าอาคารนี้สำคัญอย่างไรจนถึงกับควรขึ้นทะเบียนเป็นอาคารอนุรักษ์ คงต้องมองย้อนกลับไปถึงที่มาของการก่อสร้างอาคาร รวมถึงสภาพสังคมและอุดมการณ์ทางการเมือง ภายใต้การนำของรัฐบาลคณะราษฎร ในช่วง 15 ปีแรกหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ประวัติอาคาร :
พื้นที่กลุ่มอาคารกระทรวงยุติธรรมและศาลยุติธรรม ภายในบริเวณตรงข้ามสนามหลวงด้านทิศตะวันออกนั้น แต่เดิมเป็นที่ตั้งของกองลหุโทษ และศาลสถิตย์ยุติธรรม ซึ่งเป็นอาคารที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการรวบรวมศาลต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นที่เก็บรักษาพระราชกำหนดกฎหมายต่างๆไว้ให้เป็นแบบแผน โดยเป็นหนึ่งในสองของถาวรวัตถุที่สร้างขึ้นสำหรับการสมโภชพระนครครบ 100 ปี พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาก่อพระฤกษ์ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2425 ซึ่งเมื่อแรกประกาศตั้งอาคารนี้ใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงยุติธรรมและศาลยุติธรรม ก่อนจะเป็นที่ทำการของศาลแพ่งในเวลาต่อมา
สภาพปัจจุบันของอาคาร
ลักษณะทางกายภาพ :
ภายในอาคารศาลอาญาและศาลอุทธรณ์ (เดิม)ที่ต้องเปลี่ยนไปใช้บันไดหลักที่มุขด้านหลังแทนบันไดมุขด้านหน้า เนื่องจากความจำเป็นในการกั้นแนวรั้วโดยรอบและวัตถุประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัย การต่อเติมองค์ประกอบอาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานระบบอาคาร เช่น ระบบปรับอากาศ ระบบระบายน้ำ เป็นต้น
สภาวะคุกคามทางธรรมชาติ
-
สภาวะคุกคามจากมนุษย์ :
สภาพสังคมและการเจริญเติบโตของเมืองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การใช้งานอาคารนี้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยในระยะเวลาอีกไม่นานศาลอาญากรุงเทพใต้จำเป็นต้องย้ายไปใช้อาคารเดียวกันกับศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ส่งผลให้จะต้องปรับเปลี่ยนหน่วยงานผู้ใช้อาคารอีกครั้งทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ผนวกกับการสานต่อนโยบายโครงการก่อสร้างศาลฎีกาใหม่ของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน
 
แนวคิดในการอนุรักษ์
1. การอนุรักษ์กรอบอาคาร  
2. การแปลความหมายเพื่อถ่ายทอดลักษณะสำคัญของอาคาร  
3. การเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอย  
4. ฟื้นฟูประวัติศาสตร์และความสำคัญของพื้นที่  
 
แนวทางในการปรับปรุง
1. ปรับปรุงงานระบบต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบและไม่รบกวนกรอบอาคาร  
2.ปรับเปลี่ยนการใช้สอยใหม่ให้สอดคล้องเหมาะสมและสนับสนุนุกิจการศาลเพื่อสาธารณะประโยชน์เป็นสำคัญ  
3. รักษาลักษณะสำคัญของที่ว่าง เช่นมุขทางเข้า โถงบันไดหลัก ระเบียงทางเดิน  
4. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมและจัดระเบียบทางสัญจรภายใน  
5. รื้อฟื้นแนวอาคารเดิมโดยใช้องค์ประกอบทางภูมสถาปัตยกรรมเพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ที่หายไปี่  
   
 
 
 
   
Plate A1 Map Webboard